Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1673/2563

พ.ศ. 2563 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอฟังว่า ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 90/5 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดในทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล พ.ศ.2560

Provisions the court ruled on

ป.รัษฎากร Section 90/5

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (2), 77/1, 83, 90/4 (6) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (2), (ที่ถูกต้องระบุด้วยว่า เดิม) 83, 90/4 (6) (ที่ถูกต้องระบุด้วยว่า เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ที่ถูกต้องระบุด้วยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองในแต่ละกระทงความผิดเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มกระทำการใด ๆ โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นทำนองเดียวกันตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) (เดิม) รวม 5 กระทง) ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 200,000 บาท รวม 5 กระทง เป็นปรับ 1,000,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินชำระค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดที่กระทำเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี รวมห้ากระทง คงจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2549 มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ในการจดทะเบียนดังกล่าวจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนที่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสาคร ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2549 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลบางกระเจ้าจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ค่าหินคลุก ค่าซ่อมแซมถนน และอื่น ๆ หลายครั้ง โดยสั่งจ่ายเช็คขีดคร่อมระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงิน

จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนภาษีมีนาคม เมษายนและพฤษภาคม 2550 ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง และไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนภาษีกรกฎาคมและสิงหาคม 2550 สำหรับจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มกระทำการใด ๆ โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกันตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนที่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสาครก็ตาม แต่ในการจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ทางนำสืบของโจทก์ไม่มีพยานมาเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนไปจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยตนเอง

โจทก์มีเพียงนางสาวปารณีย์ เป็นพยานเบิกความไปตามพยานเอกสารว่า จำเลยที่ 1 นำคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน มาจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ. พ. 01) จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ประกอบการด้วยตนเอง ไม่มีหนังสือมอบอำนาจให้ผู้อื่นมาทำการแทน แต่นางสาวปารณีย์ได้เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า พยานเป็นผู้ตรวจสอบภาษีระดับชำนาญการ ไม่มีหน้าที่รับจดทะเบียนผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม พยานไม่ทราบว่าลายมือชื่อในช่องผู้ประกอบการเป็นลายมือชื่อแท้จริงของจำเลยที่ 2 หรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 2 นำสืบปฏิเสธว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยเดินทางไปจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่เคยทราบที่ตั้งสถานประกอบการของจำเลยที่ 1 และไม่ทราบเรื่องการย้ายสถานประกอบการ

จำเลยที่ 2 ทำงานรับจ้างขับรถส่งปลาให้แก่นายพีระ เมื่อปี 2549 จำเลยที่ 2 เคยไปที่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสาครตามคำสั่งของนางสาวนันทกานต์ ซึ่งเป็นภริยาของนายพีระ นางสาวนันทกานต์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเอกสารหลายฉบับที่ข้างนอกและข้างในสำนักงาน จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าเป็นเอกสารอะไรและไม่เคยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามเอกสารที่ลงลายมือชื่อ หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 เคยไปรับเช็คจากนายชัยวัฒน์ ที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางกระเจ้า 2 ถึง 3 ครั้ง ตามคำสั่งของนางสาวนันทกานต์ เมื่อตรวจพิจารณาลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ตามแบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เปรียบเทียบกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ตามคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน และรายการจดทะเบียนแล้วเห็นได้ว่าไม่คล้ายคลึงกัน

อันจะเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เดินทางไปจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ด้วยตนเอง คำเบิกความของนางสาวปารณีย์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความจากนางสาวนันทกานต์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่า มีหมายเลขโทรศัพท์ของนางสาวนันท์กานต์ปรากฏอยู่ในคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน แบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และแบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่แจ้งย้ายที่ตั้งสถานประกอบการจากเลขที่ 49 หมู่ที่ 6 ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ไปอยู่เลขที่ 105/1 หมู่ที่ 1 ตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร และยังได้ความจากนางสาวจุฑามาศ ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางกระเจ้าในขณะเกิดเหตุ

เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ที่ตั้งสถานประกอบการของจำเลยที่ 1 เลขที่ 49 หมู่ที่ 6 ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เป็นสถานที่ตั้งสถานีบริการน้ำมันของนายชัยวัฒน์ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางกระเจ้าในขณะเกิดเหตุ นายชัยวัฒน์รู้จักกับนางสาวนันทกานต์ พยานเคยเห็นนางสาวนันท์กานต์มาพบนายชัยวัฒน์ที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางกระเจ้า นางสาวสาหร่าย เป็นลูกน้องของนางสาวนันทกานต์ พยานไม่เคยเห็นจำเลยที่ 2 เข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง การจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดนายชัยวัฒน์เป็นผู้จัดการร่วมกับนายพุฒิพงษ์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางกระเจ้าในขณะเกิดเหตุ ในส่วนการย้ายที่ตั้งสถานประกอบการของจำเลยที่ 1 นั้น

ก็ได้ความจากนางสาวปารณีย์ว่ามีหนังสือเชิญเจ้าของอาคารมาพบ เจ้าของอาคารได้มอบอำนาจให้นางสาวสาหร่าย มาพบและแจ้งว่าเจ้าของอาคารได้ให้จำเลยที่ 1 เช่าบ้านเลขที่ 105/1 แต่ไม่ได้ทำสัญญาเช่าเป็นหนังสือและได้ทำหนังสือยินยอมให้ใช้อาคารเป็นสถานที่ประกอบการ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนางสาวจุฑามาศที่ว่า นางสาวสาหร่ายเป็นลูกน้องของนางสาวนันทกานต์ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ที่ปรากฏอยู่ในบันทึกข้อความ ซึ่งเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ว่าจะเป็นใบสั่งซื้อ ใบเสนอราคา บันทึกการตกลงราคา หลักฐานการเบิกจ่ายเงิน ใบสำคัญรับเงิน หรือใบเสร็จรับเงิน รวมถึงแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ปรากฏอยู่

ล้วนมีลักษณะการเขียนที่แตกต่างกันและไม่คล้ายคลึงกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ตามคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน รายการจดทะเบียน และใบสมัครเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร ที่จำเลยที่ 2 นำสืบและอ้างเป็นพยานหลักฐาน อีกทั้งเอกสารดังกล่าวยังมีหมายเลขโทรศัพท์ของนางสาวนันทกานต์และสามีปรากฏอยู่ด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าหลังจากมีการจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 อีกเลย ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม การย้ายที่ตั้งสถานประกอบการ การติดต่อกับองค์การบริหารส่วนตำบลบางกระเจ้าในการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการยื่นและไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้อง

พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอฟังว่า ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/5 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดในทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล พ.ศ.2560 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

Matter details

Panel of judges
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์ · เสรี เพศประเสริฐ · เรวัตร สกุลคล้อย
Lower court
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร - นางสาวผกากรอง ศรีทองสุก
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายณรงค์ศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์
Supreme Court black case no.
อ.1692/2562
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up