Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1681/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์เมื่อพิเคราะห์ประกอบเอกสารท้ายฟ้องทุกฉบับแล้วเป็นที่เข้าใจได้ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นนิติบุคคลให้ร่วมกันรับผิดในความเสียหายของโจทก์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการในสังกัดของจำเลยทั้งสามฟ้องโจทก์ได้บรรยายฐานะและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทุกฝ่ายโดยแจ้งชัดตามความแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา172วรรคสองแล้วฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามเป็นกรมในรัฐบาลต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำไปตามหน้าที่จึงไม่เป็นการพิพากษานอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา142ประกอบมาตรา246 การออกไปตรวจสอบพิสูจน์ที่ดินพิพาทในเขตป่าไม้ของค.พ. และส. ล้วนแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการที่อยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยทั้งสามตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมที่ดินกับกรมป่าไม้ว่าด้วยการตรวจพิสูจน์ที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเกี่ยวกับเขตป่าไม้พ.ศ.2524เพื่อตรวจสอบพิสูจน์ว่าที่ดินสมควรออกน.ส.3ก.ให้ได้หรือไม่หาใช่เป็นการกระทำในนามของนายอำเภอหรือในนามส่วนตัวไม่เมื่อบุคคลทั้งสามปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามในฐานะที่เป็นนิติบุคคลที่บุคคลดังกล่าวรับราชการอยู่จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา76เดิม

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเป็นนิติบุคคลประเภททบวงการเมืองโดยเป็นกรมในรัฐบาล เมื่อวันที่ 2 กันยาน 2526ร้อยตรีวัย ชัยพันธ์ นายอำเภอแม่ริม ได้มีคำสั่งแต่งตั้งนายคำตัน กันธเลิศ ปลัดอำเภอ นายพินิจ จันทรัตน์ ป่าไม้อำเภอนายสิงห์ทอง สิริสิงหรัชช์ เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอำเภอซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดของจำเลยทั้งสามร่วมกันออกไปตรวจสอบพิสูจน์ว่าตามที่นายเสนาะ เจริญจิตต์ ยื่นคำรับรองการทำประโยชน์เฉพาะรายตามมาตรา 59 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินในเขตป่าสงวนโดยมีหลักฐาน ส.ค.1 แล้วให้จำเลยทั้งสามสรุปข้อเท็จจริงพร้อมทั้งความเห็นเสนอต่อนายอำเภอว่าสมควรออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) ให้ได้หรือไม่ เพียงใด วันที่ 12 กันยายน 2526จำเลยทั้งสามได้สรุปข้อเท็จจริงและความเห็นในการพิสูจน์สอบสวนเพื่อออก

น.ส.3 ก. ในเขตป่าสงวนเสนอนายอำเภอแม่ริมว่าจำเลยทั้งสามได้พร้อมกันออกไปดำเนินการสอบสวนพิสูจน์ที่ดินและมีความเห็นว่าสมควรออก น.ส.3 ก. ให้แก่ผู้ขอได้ตามเนื้อที่ที่ผู้ขอได้ทำประโยชน์ วันเดียวกันนั้นเองร้อยตรีวัยได้ออกน.ส.3 ก. เลขที่ 1193 ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่จำนวนเนื้อที่ 38 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา ให้แก่นายเสนาะตามความเห็นของจำเลยทั้งสาม ต่อมานายเสนาะได้ยื่นคำขอแบ่งแยกที่ดินตาม น.ส.3 ก. ดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อยหลายแปลงซึ่งรวมถึงที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1315 ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริมจังหวัดเชียงใหม่ ด้วย วันที่ 28 มกราคม 2528 นายเสนาะนำที่ดินแปลงนี้มาขายให้โจทก์ในราคา 410,450 บาท โจทก์ได้ชำระราคาให้แก่นายเสนาะและได้รับโอนที่ดินแปลงนี้มา วันที่10 มิถุนายน 2530 ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำสั่งเพิกถอนน.ส.3 ก. ของโจทก์ดังกล่าว

อ้างว่าการออก น.ส.3 ก.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสามได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโดยทำบันทึกเสนอนายอำเภอแม่ริมว่า นายเสนาะมิได้นำ ส.ค.1 ที่ดินแปลงอื่นมาสวมใส่เพื่อให้ออก น.ส.3 ก. และที่ดินแปลงดังกล่าวมิได้เป็นที่หวงห้ามหรือที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นเท็จ โจทก์ได้รับความเสียหายโดยเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดิน น.ส.3 ก. ดังกล่าว จำเลยทั้งสามต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 410,550 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2528 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 92,373,75 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 502,923.75 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 502,923.75 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน410,550 บาท

นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้องกันและมีนิติสัมพันธ์กันอย่างไรจำเลยทั้งสามกระทำการใด ๆ อันเป็นการประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรง จำเลยทั้งสามไม่สามารถเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม นายอำเภอแม่ริมมิได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยทั้งสามเป็นกรรมการตรวจสอบพิสูจน์ที่ดินในเขตป่าสงวนโดยมีหลักฐาน ส.ค.1 แต่ประการใด แท้จริงแล้วนายอำเภอแม่ริมได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้นายคำตัน กันธเลิศนายพินิจ จันทรัตน์ และนายสิงห์ทอง สิริสิงหรัชช์ ซึ่งเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของนายอำเภอแม่ริม เป็นกรรมการตรวจสอบพิสูจน์ที่ดินในเขตป่าสงวนโดยมีหลักฐาน

ส.ค.1 แทนนายอำเภอแม่ริมคณะกรรมการได้ดำเนินการตรวจพิสูจน์ที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 103, 104และ 106 หมู่ที่ 2 ตำบลโป่งแยง อำเภแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ของนายเสนาะ เจริญจิตต์ พบว่าที่ดินทั้งสามแปลงมิได้ทำการรังวัดเพียงแต่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าที่ดินของตนมีเท่าไรแต่ละทิศติดที่ดินของผู้ใดและสภาพของที่ดินได้เปลี่ยนแปลงไปมากโดยมีการแผ้วถางทำประโยชน์ หมดสภาพป่า จึงได้ดำเนินการสอบสวนถ้อยคำนายเสนาะผู้ยื่นคำขอ เจ้าของที่ดินเดิม เจ้าของที่ดินข้างเคียง ผู้ใหญ่บ้าน บุคคลเหล่านี้พาไปชี้แนวเขตและยืนยันว่าที่ดินทั้งสามแปลงมิได้นำ ส.ค.1 แปลงอื่นมาสวมใส่ มิได้เป็นที่ป่าสงวนและทางสาธารณประโยชน์ คณะกรรมการจึงได้ทำบันทึกสรุปข้อเท็จจริงเสนอนายอำเภอว่าสมควรออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งบันทึกดังกล่าวมิได้เป็นความเท็จแต่อย่างใด

ต่อมานายอำเภอแม่ริมได้ออก น.ส.3 ก. เลขที่ 1193 ตำบลโป่งแยงอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ให้แก่นายเสนาะ และได้มีการแบ่งแยกออกเป็นที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1315 ตำบลโป่งแยงอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามเนื่องจากนายอำเภอแม่ริมไม่เคยมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยทั้งสามให้เป็นคณะกรรมการตรวจสอบพิสูจน์ที่ดินในเขตป่าสงวน การกระทำของกรรมการทั้งสามเป็นการกระทำแทนนายอำเภอแม่ริมหาได้ดำเนินการแทนจำเลยทั้งสามไม่ การออก น.ส.3 ก. เป็นอำนาจของนายอำเภอแม่ริม การที่โจทก์ไม่ได้สิทธิในที่ดินดังกล่าวเป็นเรื่องการรอนสิทธิระหว่างโจทก์กับนายเดชา เลิศจิตติคุณผู้ขาย โจทก์ชอบที่จะไปใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับนายเดชาโจทก์ได้รับความเสียหายไม่เกิน 50,000 บาท

ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน50,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2528 จนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 410,550 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2528 จนกว่าจะชำระเสร็จแต่ทั้งนี้จำนวนดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 92,373.75 บาทตามที่โจทก์ขอมาจำเลย ทั้ง สาม ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสามฎีกาข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะโจทก์มิได้บรรยายฐานะและนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยทั้งสามกับโจทก์แต่อย่างใด และมิได้บรรยายให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่า

เพราะเหตุใดจำเลยทั้งสามจะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ในฐานะนายจ้างหรือตัวการของนายคำตัน กันธเลิศนายพินิจ จันทรัตน์ และนายสิงห์ทอง สิริสิงหรัชช์ นั้น เห็นว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2526 ร้อยตรีวัย ชัยพันธ์นายอำเภอแม่ริม ได้มีคำสั่งที่ 510/2526 แต่งตั้งนายคำตันปลัดอำเภอนายพินิจ ป่าไม้อำเภอและนายสิงห์ทองเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอำเภอซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ตามลำดับร่วมกันออกไปตรวจสอบพิสูจน์ว่าสมควรออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินตาม ส.ค.1 ให้แก่นายเสนาะ เจริญจิตต์ ตามคำขอของนายเสนาะหรือไม่ บุคคลทั้งสามจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโดยทำรายงานเท็จต่อนายอำเภอแม่ริม

นายอำเภอแม่ริมถึงออกน.ส.3 ก. ให้นายเสนาะ นายเสนาะแบ่งแยกที่ดินแล้วนำมาขายให้โจทก์ ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งเพิกถอนน.ส.3 ก. ของโจทก์เพราะออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์เสียหายขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิด นั้น เมื่อพิเคราะห์ประกอบเอกสารท้ายฟ้องทุกฉบับแล้ว เป็นที่เข้าใจได้ว่า

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นนิติบุคคลให้ร่วมกันรับผิดในความเสียหายของโจทก์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการในสังกัดของจำเลยทั้งสามฟ้องโจทก์ได้บรรยายฐานะและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทุกฝ่ายโดยแจ้งชัดตามความแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสอง แล้วฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม และที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามเป็นกรมในรัฐบาลต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำไปตามหน้าที่จึงไม่เป็นการพิพากษานอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 ตามที่จำเลยทั้งสามฎีกาแต่อย่างใดจำเลยทั้งสามฎีกาข้อต่อไปว่า การที่นายคำตัน

นายพินิจและนายสิงห์ทองสรุปข้อเท็จจริงและเสนอความเห็นว่าควรออกน.ส.3 ก. ไม่ได้กระทำด้วยความประมาทเลินเล่อนั้น เห็นว่าพยานโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานจำเลยทั้งสาม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินของนายเสนาะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และนายเสนาะนำ ส.ค.1 ของที่ดินแปลงอื่นมาขอออก น.ส.3 ก. การที่นายคำตันนายพินิจ และนายสิงห์ทองทำบันทึกสรุปข้อเท็จจริงและเสนอความเห็นให้ออก น.ส.3 ก. นั้น จึงเป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อที่จำเลยทั้งสามฎีกาอีกว่า นายคำตัน นายพินิจ และนายสิงห์ทองได้รับคำสั่งแต่งตั้งจากนายอำเภอแม่ริมให้ออกไปตรวจสอบพิสูจน์ที่ดินพิพาทนั้น เป็นการกระทำในนามของนายอำเภอแม่ริม หรือในนามส่วนตัว มิใช่เป็นการกระทำที่อยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยทั้งสามจำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายชัยยาพยานโจทก์และร้อยตรีวัยพยานจำเลยทั้งสามตรงกันว่า ในการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหรือพื้นที่ใกล้เคียง

จะต้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมที่ดินกับกรมป่าไม้ ว่าด้วยการตรวจพิสูจน์ที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเกี่ยวกับเขตป่าไม้ พ.ศ. 2524 ตามเอกสารหมาย จ.17 ที่ระบุว่าการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้นายอำเภอแต่งตั้งคณะกรรมการไม่น้อยกว่า 3 คน ประกอบด้วยปลัดอำเภอ ป่าไม้อำเภอเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอำเภอ และกรรมการอื่นตามที่เห็นสมควรร่วมกันไปตรวจสอบพิสูจน์ที่ดินว่าสมควรออก น.ส.3 ก. ให้ได้หรือไม่ศาลฎีกาเห็นว่า การออกไปตรวจสอบพิสูจน์ที่ดินพิพาทในเขตป่าไม้ของนายคำตัน นายพินิจ และนายสิงห์ทอง ล้วนแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการที่อยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยทั้งสามตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว

หาใช่เป็นการกระทำในนามของนายอำเภอแม่ริมหรือในนามส่วนตัวตามที่จำเลยทั้งสามฎีกาไม่เมื่อนายคำตัน นายพินิจ และนายสิงห์ทองปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามในฐานะที่เป็นนิติบุคคลที่บุคคลดังกล่าวรับราชการอยู่จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 76 เดิมมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสามฎีกาข้อสุดท้ายว่าโจทก์เสียหายไม่เกิน 50,000 บาท นั้น เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันโดยมีหนังสือจองซื้อที่ดิน หนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดินและสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 สนับสนุนมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ส่วนจำเลยทั้งสามมีนายสิงห์ทองสิริสิงหรัชช์ และนายอุลิต

สกุลวงศ์ เป็นพยานเบิกความว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายเดชาในราคา 50,000 บาท ตามเอกสารหมาย ป.ล.8 (ศาลจังหวัดเชียงใหม่) ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย จ.5โดยไม่ได้นำสืบหักล้างในส่วนอื่น เมื่อปรากฏว่าราคาที่นายเสนาะขายให้โจทก์มีลักษณะเป็นโครงการจัดสรรที่ดินแบ่งขายซึ่งต้องมีการวางมัดจำในวันจองถึง 20,000 บาท ราคาที่ซื้อขายจึงน่าจะสูงพอสมควรและน่าจะสูงกว่าราคาที่นายเสนาะได้ขายฝากไว้แก่นายเดชา อีกทั้งสัญญาขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.5 ก็เป็นสัญญาที่กระทำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมน่าเชื่อว่า ด้วยเหตุผลเพื่อให้การเสียค่าธรรมเนียมการโอนน้อยลงจึงได้ระบุราคาที่ดินพิพาทไว้น้อยกว่าความเป็นจริง พยานโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานจำเลยทั้งสาม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายเสนาะในราคา 410,550 บาทพิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์ · สุทธิ นิชโรจน์ · สถิตย์ ไพเราะ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2555 (ref. 554427)

คำฟ้องของโจทก์ทั้งหมดบรรยายว่า โจทก์ทั้งหมดมีสิทธิได้รับการปรับอัตราค่าจ้างและได้รับบำเหน็จในส่วนที่ขาดตามมติคณะรัฐมนตรีและบันทึกข้อตกลงซึ่งเป็นสภาพแห่งข้อหา โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำ…

Supreme Court Judgment No. 505/2551

ผู้ร้องได้บรรยายคำร้องว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1906 ที่โจทก์นำยึดนั้นมิใช่สินสมรสของจำเลย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องโดยผู้ร้องได้รับมาจากบุพการี คำร้องของผู้ร้องจึงแส…

Supreme Court Judgment No. 4622/2550

ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) แต่แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เป็นหลักฐานที่รับฟังได้แต่เพียงว่าขณะแจ้งการครอบครองผู้แจ้งอ้างว่าที่ดินเป็นของผู้แจ้ง ที่ดินตา…

Supreme Court Judgment No. 7064/2547

สัญญาประกันภัยค้ำจุนตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 กำหนดให้ผู้รับประกันภัยจะต้องรับผิดต่อเมื่อเป็นวินาศภัยซึ่งผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบ ดังนั้น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจะใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ต่อเมื่อ…

Supreme Court Judgment No. 7269/2547

เอกสารท้ายฟ้องถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง แม้คำฟ้องของโจทก์จะระบุเพียงว่า จำเลยค้างชำระค่าน้ำประปาเป็นเงิน 660 บาท และค่าโทรศัพท์เป็นเงิน 1,100 บาท แต่ในตารางการคำนวณอัตราดอกเบี้ยและทุนทรัพย์เอกสา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up