Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1690/2512

พ.ศ. 2512 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

สินค้าสำเร็จรูปตามความหมายแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 77หมายถึงสิ่งใดๆ ซึ่งอาจใช้อุปโภคหรือบริโภคได้ทันทีโดยไม่ต้องเอาสิ่งนั้นไปปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงหรือผสมกับสิ่งใดอีก การพิจารณาว่าสิ่งใดอาจใช้สอยได้ทันทีหรือไม่ต้องพิจารณาจากการใช้ในสภาพปกติ เพราะวัตถุไม่สำเร็จรูปก็อาจใช้ได้ทันทีเหมือนกัน หากเป็นการใช้ในสภาพของวัตถุไม่สำเร็จรูป โดยต้องมีการเปลี่ยนแปลงหรือผสมกับสิ่งอื่นเสียก่อนจนเปลี่ยนจากสภาพปกติหรือสภาพเดิม ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นสินค้าสำเร็จรูปหัวน้ำหอม ซึ่งสั่งจากต่างประเทศเพื่อใช้แต่งกลิ่นวัตถุอื่น ตามสภาพไม่อาจใช้อุปโภคบริโภคได้ทันที การใช้ทาผิวหนังเกิดโทษ อาจเป็นผื่นคันระคายแก่ผิวหนัง การใช้อบวัตถุก็มีความระเหยเร็ว ไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร ดังนี้ย่อมไม่เป็นสินค้าสำเร็จรูปชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่า ในเรื่องอัตรากำไรมาตรฐาน โจทก์ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องในประเด็นข้อนี้หรือไม่ แล้วมีคำสั่งว่าจำเลยให้การรับตามฟ้องของโจทก์แล้วว่า โจทก์ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ยุติไม่ต้องสืบพยานในข้อนี้ คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 เพราะศาลชั้นต้นถือว่า จำเลยรับข้อเท็จจริงตามฟ้องไม่จำต้องสืบพยาน มิใช่คำสั่งชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตาม มาตรา 24 ซึ่งอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 228 ดังนั้นเมื่อจำเลยมิได้แถลงโต้แย้งไว้ย่อมไม่มีสิทธิยกประเด็นข้อนี้ขึ้นอุทธรณ์ฎีกาหัวน้ำหอมผสมโดยสภาพมีกลิ่นหอม นับได้ว่าเป็นเครื่องหอมชนิดหนึ่งจึงต้องใช้อัตรากำไรมาตรฐานคำนวณรายรับเพื่อเสียภาษีการค้าอย่างเดียวกับหัวน้ำหอมหรือเครื่องหอม ตามบัญชีอัตรากำไรมาตรฐานฯท้ายประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้าฉบับที่ 4 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 5 ข้อ 12

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์สั่งหัวน้ำมันหอมผสมจากต่างประเทศมาใช้ผสมสบู่และเครื่องสำอางที่โจทก์ผลิตจำหน่ายเจ้าพนักงานประเมินภาษีการค้าของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งการประเมินว่า โจทก์เสียภาษีการค้าอย่างสินค้าไม่สำเร็จรูปอัตราร้อยละ 1.5 ไม่ถูกต้องโดยอ้างว่าหัวน้ำมันหอมผสมเป็นสินค้าสำเร็จรูปต้องเสียภาษีการค้าร้อยละ 5 และการคำนวณรายรับเพื่อเสียภาษี ต้องใช้อัตรากำไรมาตรฐานร้อยละ 30 โจทก์เห็นว่าการประเมินไม่ชอบ จึงอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2, 3, 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินถูกต้อง แต่ให้งดเบี้ยปรับโจทก์ยังไม่เห็นด้วย ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์และคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินจำเลยต่อสู้ว่า

การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว และตัดฟ้องว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์เกี่ยวกับอัตรากำไรมาตรฐานต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องศาลชั้นต้นฟังว่า หัวน้ำมันหอมผสมเป็นสินค้าสำเร็จรูป แต่ต้องใช้อัตรากำไรมาตรฐานร้อยละ 10 ตามบัญชีอัตรากำไรฯ ข้อ 19 พิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์กับคำสั่งเจ้าพนักงานประเมินเกี่ยวกับสินค้ารายพิพาทเฉพาะที่ใช้อัตรากำไรมาตรฐานร้อยละ 30 เป็นให้ใช้อัตราร้อยละ 10 คำขออื่นให้ยกโจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์จำเลยฎีกาต่อมาปัญหาที่ว่า หัวน้ำมันหอมรายพิพาท เป็นสินค้าสำเร็จรูปหรือไม่นั้น ประมวลรัษฎากรมาตรา 77 บัญญัติว่า สินค้าสำเร็จรูปคือสินค้าซึ่งตามสภาพอาจอุปโภคหรือบริโภคได้ โดยไม่จำต้องเปลี่ยนหรือดัดแปลงหรือนำไปผสมกับสิ่งอื่นศาลฎีกาเห็นว่า

สินค้าสำเร็จรูปหมายถึงสิ่งใด ๆ ก็ตามที่อาจใช้อุปโภค (ใช้สอย) หรือบริโภค (กิน) ได้ทันที โดยไม่ต้องเอาสิ่งของนั้นไปปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงหรือผสมกับสิ่งใดอีก ถ้าเป็นของใช้ก็ใช้สอยได้ทันที แต่การพิจารณาว่าสิ่งใดอาจใช้สอยได้ทันทีหรือไม่จำต้องพิจารณาจากการใช้ในสภาพปกติ เพราะวัตถุไม่สำเร็จรูปก็อาจนำมาใช้ได้ทันทีเช่นเดียวกับวัตถุสำเร็จรูป เช่นนำวัตถุไม่สำเร็จรูปไปผสมสิ่งอื่น เพื่อผลิตสินค้าอย่างอื่นก็อาจเรียกได้ว่า วัตถุไม่สำเร็จรูปนั้นใช้ได้ทันทีเหมือนกัน แต่นั่นมิใช่เป็นการใช้ในสภาพของวัตถุสำเร็จรูป หากเป็นการใช้ในสภาพของวัตถุไม่สำเร็จรูปหรือวัตถุดิบ คือต้องมีการเปลี่ยนแปลงหรือผสมกับสิ่งอื่นเสียก่อน จนวัตถุสิ่งนั้นเปลี่ยนจากสภาพปกติหรือสภาพเดิม จึงถือไม่ได้ว่าสิ่งนั้นเป็นสินค้าสำเร็จรูปตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ตามสภาพหัวน้ำมันหอมไม่อาจใช้อุปโภคบริโภคได้ทันที

การใช้ทาผิวหนังเกิดโทษ อาจเป็นผื่นคันระคายแก่ผิวหนัง การใช้อบวัตถุก็มีความระเหยเร็ว ไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควรโจทก์สั่งเข้ามาเพื่อใช้ผลิตสบู่หอมและเครื่องสำอางมิได้เคยนำไปขายโดยตรง แม้ตามใบขนสินค้าขาเข้าของกรมศุลกากรก็เรียกว่าหัวน้ำมันหอมผสม แสดงว่านำไปใช้ผสมเพื่อแต่งกลิ่นวัตถุอื่น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า หัวน้ำมันหอมไม่เป็นสินค้าสำเร็จรูปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยตัดฟ้องว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นกรณีมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จะต้องพิจารณาก่อนถึงปัญหาโดยตรงโดยปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในวันชี้สองสถาน กำหนดประเด็นข้อหนึ่งว่า ในเรื่องอัตรากำไรมาตรฐาน โจทก์ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับประเด็นนี้หรือไม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่า "เมื่อโจทก์กล่าวในฟ้องข้อ 5 ว่า โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทุกคราว และจำเลยได้ให้การในข้อ 3 ว่าฟ้องข้อ 5 ของโจทก์เป็นความจริง และภาพถ่ายท้ายฟ้องก็ถูกต้อง

ดังนี้จึงเท่ากับจำเลยรับว่า โจทก์ได้คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว จึงยุติไม่ต้องสืบพยานในข้อนี้ปรากฏว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้แถลงโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว ปัญหาที่จะวินิจฉัยมีว่า คำสั่งศาลชั้นต้นนั้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 หรือคำสั่งชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นตาม มาตรา 24 ซึ่งอยู่ภายในบังคับแห่งมาตรา 228 แม้จะไม่แถลงโต้แย้ง ก็อุทธรณ์ฎีกาได้

ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีนี้ศาลชั้นต้นถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง ไม่จำต้องสืบพยาน จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยมิได้แถลงโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ จำเลยก็ไม่มีสิทธิยกประเด็นข้อนี้ขึ้นอุทธรณ์ฎีกาตามมาตรา 226(2)ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า สินค้าหัวน้ำมันรายพิพาทควรใช้อัตรากำไรมาตรฐานร้อยละ 30 เพราะหัวน้ำมันหอมก็คือหัวน้ำหอมหรือเครื่องหอมตามบัญชีท้ายประกาศของอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้าฉบับที่ 4 แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 5 ข้อ 12 นั้นศาลฎีกาเห็นว่า หัวน้ำมันหอมตามศัพท์หรือตามสภาพที่เป็นจริงหรือตามข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบนั้นมีกลิ่นหอม นับได้ว่าเป็นเครื่องหอมชนิดหนึ่ง ซึ่งจะต้องใช้อัตรากำไรมาตรฐานคำนวณรายรับเพื่อเสียภาษีการค้าอย่างเดียวกับหัวน้ำหอมหรือเครื่องหอมตามบัญชีท้ายประกาศของอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้าฉบับที่ 4 แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 5 ข้อ 12พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2ถึงที่ 4 กับคำสั่งเจ้าพนักงานประเมินภาษีการค้าเฉพาะส่วนที่วินิจฉัยสั่งให้โจทก์เสียภาษีการค้าสำหรับสินค้าหัวน้ำมันหอมผสมในอัตราร้อยละ 5 ฟ้องข้ออื่นให้ยก

Matter details

Panel of judges
สุธี โรจนธรรม · ไฉน บุญยก · วิริยะ เกิดศิริ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 13180/2553

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดชี้สองสถาน ศาลได้สอบถามข้อเท็จจริงจากโจทก์จำเลยแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้และนัดฟังคำพิพากษา เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อนที่จะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงเป…

Supreme Court Judgment No. 6380/2539

เดิมศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นพิพาทไว้ 2 ข้อ ต่อมาได้กำหนดประเด็นพิพาทเพิ่มว่า โจทก์ฟ้องเรียกคืนการครอบครองที่ดินพิพาทเกิน 1 ปี นับแต่จำเลยครอบครองหรือไม่ โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าคำให้การของจำเลยไม…

Supreme Court Judgment No. 7846/2538

ศาลชั้นต้นไม่ได้ตั้งประเด็นเรื่องอายุความไว้ในชั้นชี้สองสถานซึ่งจำเลยก็มิได้แถลงคัดค้านด้วยวาจาต่อศาลชั้นต้นในขณะนั้น และมิได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลชั้นต้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำ…

Supreme Court Judgment No. 5229/2537

ศาลชั้นต้นทำการชี้สองสถานโดยกำหนดประเด็น 3 ข้อ และจดไว้ในรายงานด้วยว่า ที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าคดีโจทก์อายุความนั้นจำเลยเพียงแต่ยกขึ้นกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่ปรากฎเหตุผลและรายละเอียดว่าขาดอายุความอย่างไร…

Supreme Court Judgment No. 2158/2537

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความและพิพากษาคดีโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้ความโดยงดสืบพยาน ถือไม่ได้ว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 ซึ่งถือว่าไม่เป…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up