Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 16994/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ในขณะที่ ศ. และ อ. ร่วมกันลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ ช. กระทำการต่าง ๆ รวมทั้งอำนาจลงลายมือชื่อทำสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ ศ. และ อ. ยังเป็นกรรมการของโจทก์ ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้ยกเลิกหรือเพิกถอนหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ช. ย่อมมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้แทนโจทก์ได้ตลอดไป ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์รายเดือนที่ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิด ตามปกติย่อมคิดเทียบได้กับดอกเบี้ยซึ่งผู้ให้เช่าซื้อคิดรวมไว้ล่วงหน้าตามจำนวนปีหรืองวดที่ผ่อนชำระจากราคารถที่เช่าซื้อที่แท้จริง เพราะเงินส่วนนี้คือส่วนที่ทำให้ผู้ให้เช่าซื้อขาดประโยชน์ไปในแต่ละเดือน รถที่เช่าซื้อเป็นรถเทรลเลอร์ดั๊มเป็นตัวพ่วงไม่มีเครื่องยนต์ การใช้งานจะนำรถเทรลเลอร์ดั๊มไปพ่วงกับรถบรรทุก รถที่เช่าซื้อมิใช่รถยนต์รับจ้างทั่วไปที่อาจนำรถออกไปทำธุรกิจให้บุคคลทั่ว ๆ ไปเช่าเป็นรายเดือนได้ทุกเดือนดังที่โจทก์บรรยายฟ้องมา และเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อกำหนดให้โจทก์มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ แต่โจทก์ไม่ดำเนินการกลับปล่อยปละละเลยไปนานร่วม 5 ปีเศษ จึงไปติดตามยึดรถที่เช่าซื้อคืนอันเป็นเหตุให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน แม้โจทก์จะได้รับความเสียหายตลอดเวลาจนกว่าจะได้รถที่เช่าซื้อคืน ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็สามารถผ่อนปรนความเสียหายโดยการรีบส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ได้ แต่เมื่อโจทก์ละเลยไม่รีบดำเนินการใด ๆ ตามข้อสัญญาภายในเวลาอันควรโดยไม่ปรากฏเหตุข้อจำเป็นหรือเหตุขัดข้องประการอื่นแล้ว ถือว่าโจทก์มีส่วนผิดเช่นกัน การกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าขาดประโยชน์นานถึง 69 เดือน ย่อมทำให้โจทก์จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนมากกว่ากรณีที่ปฏิบัติตามสัญญาเสียอีก เมื่อคำนึงถึงประโยชน์ที่โจทก์ได้จากการเช่าซื้อและราคารถที่ขายได้ เห็นสมควรกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เป็นเวลา 24 เดือน ค่าเบี้ยประกันภัยเป็นเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายไปตามสัญญาเช่าซื้อ เป็นเรื่องที่ตัวแทนเรียกเอาเงินที่ทดรองจ่ายไปชดใช้จากตัวการ ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้ ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 637,469 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 629,126 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 158,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 8 สิงหาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 305,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 297,607 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการให้เช่าและเช่าซื้อรถยนต์ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาเช่าซื้อรถเทรลเลอร์ดั๊มจากโจทก์ ในราคา 772,000 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อรวม 49 งวด งวดละเดือน งวดแรกชำระวันที่ 30 เมษายน 2539 จำนวน 100,000 บาท งวดต่อไปชำระงวดละ 14,000 บาท ทุกวันที่ 1 ของเดือนจนกว่าจะครบ มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์มีนายเชิดชัย ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ในช่องเจ้าของ

หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อรวม 16 งวด เป็นเงิน 310,000 บาท แล้วผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 17 ประจำวันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไป โจทก์ยึดรถที่เช่าซื้อคืน ถือว่าคู่สัญญาต่างสมัครใจเลิกสัญญาในวันดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคา คงมีสิทธิเรียกได้เฉพาะค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ โจทก์ขายรถได้ราคา 200,000 บาท โจทก์ทดรองจ่ายเบี้ยประกันภัยรถที่เช่าซื้อประจำปี 2541 จำนวน 21,607 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นว่า ขณะทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ นายศักดิ์ชัยและนางสาวอุทัยวรรณเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้จนถึงวันที่ 29 เมษายน 2539 การที่นายเชิดชัยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับจำเลยที่ 1 ถือไม่ได้ว่าทำสัญญาในนามโจทก์ สัญญาเช่าซื้อรถยนต์เป็นสัญญาที่ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ ตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า จากคำเบิกความของนางขวัญจิตร พยานโจทก์ที่ว่า การลงนามในสัญญาเช่าซื้อ โจทก์มอบอำนาจให้นายเชิดชัย มีอำนาจลงชื่อแทน ซึ่งตามสำเนาหนังสือรับรองระบุว่า ระหว่างวันที่ 13 ธันวาคม 2537 ถึงวันที่ 21 กันยายน 2538 กรรมการโจทก์มี 6 คน

คือ นายสาโรจน์ นายศักดิ์ชัย นายเชิดชัย นายสัมฤทธิ์ นายอัครพล นางสาวอุทัยวรรณ จำนวนและกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้ คือ นายสาโรจน์ นายศักดิ์ชัย นายเชิดชัย กรรมการคนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อร่วมกับนายสัมฤทธิ์ หรือนายอัครพล หรือนางสาวอุทัยวรรณ รวมเป็นสองคนและประทับตราสำคัญของบริษัท โดยที่จำเลยทั้งสามมิได้นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงข้างต้นว่าไม่ถูกต้องแต่อย่างใด จึงฟังได้ว่า ระหว่างวันที่ที่ระบุไว้ในสำเนาหนังสือรับรองดังกล่าว นายศักดิ์ชัยและนางสาวอุทัยวรรณเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ นายศักดิ์ชัยและนางสาวอุทัยวรรณร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์มอบอำนาจให้นายเชิดชัยมีอำนาจกระทำการต่าง

ๆ ตามที่ระบุไว้รวมทั้งมีอำนาจกระทำนิติกรรมสัญญาใด ๆ แทนโจทก์ได้ ดังนั้น ขณะนายศักดิ์ชัยและนางสาวอุทัยวรรณร่วมกันลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจนั้น บุคคลทั้งสองยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ หนังสือมอบอำนาจจึงมีผลให้นายเชิดชัยมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้รวมทั้งมีอำนาจลงลายมือชื่อทำสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ ตราบใดโจทก์ยังมิได้ยกเลิกหรือเพิกถอนหนังสือมอบอำนาจ นายเชิดชัยย่อมมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ทั้งหมดแทนโจทก์ได้ตลอดไป เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ยกเลิกหรือเพิกถอนสำเนาหนังสือมอบอำนาจ นายเชิดชัยจึงมีอำนาจลงลายมือชื่อทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับจำเลยที่ 1 แทนโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า นายศักดิ์ชัยและนางสาวอุทัยวรรณกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์มอบอำนาจให้นายเชิดชัยมีอำนาจทำสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไม่ตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระ ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เพียงใด จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดจนถึงวันที่โจทก์ยึดรถคืนเป็นเวลา 69 เดือน เป็นเงิน 276,000 บาท สูงเกินไปนั้น เห็นว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์เป็นรายเดือนที่ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดนี้ ตามปกติย่อมคิดเทียบได้กับดอกเบี้ยซึ่งผู้ให้เช่าซื้อคิดรวมกันไว้ล่วงหน้าตามจำนวนปีหรืองวดที่ผ่อนชำระจากราคารถที่เช่าซื้อที่แท้จริง เพราะเงินส่วนนี้คือส่วนที่ทำให้ผู้ให้เช่าซื้อขาดประโยชน์ไปในแต่ละเดือนนั่นเอง

ได้ความจากคำเบิกความของนางขวัญจิตรพยานโจทก์ว่า รถที่เช่าซื้อมีราคาแท้จริง 580,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้องวดแรก 100,000 บาท ถือว่าเป็นเงินดาวน์ คงเหลือราคา 480,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี รวมกับภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อคำนวณจากราคารถที่คงเหลือ 480,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี แล้วเป็นดอกเบี้ยปีละ 48,000 บาท หรือเดือนละ 4,000 บาท จึงเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวนที่เหมาะสมแล้ว แต่จากคำเบิกความของนางขวัญจิตรตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านที่ว่า รถที่เช่าซื้อเป็นรถเทรลเลอร์ดั๊ม เป็นตัวพ่วงที่ไม่มีเครื่องยนต์ การใช้งานจะนำรถเทรลเลอร์ดั๊มไปพ่วงกับรถบรรทุก ดังนี้ รถที่เช่าซื้อมิใช่รถยนต์รับจ้างทั่วไป

โจทก์ไม่อาจนำรถดังกล่าวออกไปทำธุรกิจให้บุคคลทั่ว ๆ ไปเช่าเป็นรายเดือนได้ทุกเดือนดังที่โจทก์บรรยายฟ้องมา ครั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 17 ประจำวันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไปแล้วไม่ชำระค่าเช่าซื้ออีก ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ข้อ 8 กำหนดให้โจทก์มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ แต่โจทก์มิได้ดำเนินการใด ๆ ตามข้อสัญญาดังกล่าว กลับปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลยไปนานร่วม 5 ปีเศษ จึงไปติดตามยึดรถที่เช่าซื้อคืนอันเป็นเหตุให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน แม้ความเสียหายจะเกิดขึ้นแก่โจทก์ตลอดเวลาจนกว่าโจทก์จะได้รับรถที่เช่าซื้อคืนก็ตาม ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็สามารถผ่อนปรนความเสียหายโดยการรีบส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ได้ แต่เมื่อโจทก์ก็ละเลยไม่รีบดำเนินการใด

ๆ ตามข้อสัญญาภายในเวลาอันสมควรโดยไม่ปรากฏข้อจำเป็นหรือเหตุขัดข้องประการอื่นแล้ว ถือว่าโจทก์มีส่วนผิดด้วยเช่นกัน การกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเวลานานถึง 69 เดือน ย่อมทำให้โจทก์จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากจำเลยที่ 1 มากกว่ากรณีที่ปฏิบัติตามสัญญาเสียอีก เมื่อคำนึงถึงประโยชน์ที่โจทก์ได้จากการเช่าซื้อครั้งนี้ ประกอบกับราคารถที่โจทก์ขายได้ 200,000 บาท แล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท เป็นเวลา 24 เดือน เป็นเงิน 96,000 บาท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเบี้ยประกันภัยขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วว่า ค่าเบี้ยประกันภัยเป็นเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายไปตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 7 เป็นเรื่องที่ตัวแทนเรียกเอาเงินที่ทดรองจ่ายไปชดใช้จากตัวการ ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้ ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ค่าเบี้ยประกันภัยจึงไม่ขาดอายุความ ซึ่งชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น เมื่อรวมค่าเบี้ยประกันภัย พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 29,950 บาท และค่าขาดประโยชน์ 96,000 บาท แล้วเป็นเงิน 125,950 บาท

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 125,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 117,607 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
สุนันท์ ชัยชูสอน · วิรุฬห์ แสงเทียน · วาสนา หงส์เจริญ
Lower court
ศาลจังหวัดสระบุรี - นายสังคม เมฆอรุณลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางสุรางคนา กมลละคร
Supreme Court black case no.
พณ.76/2552
Trial court black case no.
พ2526/2549
Trial court red case no.
พ1707/2550
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกพาณิชย์และเศรษฐกิจ
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up