Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 170/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์อันเป็นสถาบันการเงิน ย่อมอยู่ภายในบังคับแห่งพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินฯ มาตรา 6 ซึ่งมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ในอัตราสูงสุดที่สถาบันการเงินอาจคิดได้ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ดังนั้นแม้สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยในช่องกำหนดอัตราร้อยละต่อปีจะเว้นว่างไว้โดยไม่มีการพิมพ์ตัวเลข แต่สัญญาดังกล่าวมีข้อความระบุว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดเท่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากผู้กู้ได้ และยังระบุอีกว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยสินเชื่อทั่วไปที่ผู้ให้กู้ประกาศกำหนดให้เรียกจากผู้กู้ยืมได้ ซึ่งหมายความว่า หลังจากทำสัญญาแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้ให้กู้ประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยตามสัญญาได้ในอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้ให้กู้ประกาศใช้บังคับใหม่ทันที โดยไม่จำต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงแก่ผู้กู้และให้ถือปฏิบัติเช่นนี้ตลอดไปจนกว่าผู้กู้จะชำระหนี้ครบถ้วน อันเป็นข้อตกลงที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมชัดแจ้งแล้ว และไม่ว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดจะเป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้เงินหรือไม่ก็ตาม เมื่อดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยในอัตราต่าง ๆ ไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งโจทก์พึงมีสิทธิคิดได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงชอบที่จะคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวได้

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 7 ป.พ.พ. Section 653 ป.พ.พ. Section 654 พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 Section 4 พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 Section 6

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2535 จำเลยทั้งสามทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 4,000,000 บาท โดยจำเลยทั้งสามได้รับเงินไปจากโจทก์เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน2535 จำนวน 3,000,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 5ของเดือน ภายหลังวันทำสัญญา หากมีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง จำเลยทั้งสามยินยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยได้ โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสามทราบ จำเลยทั้งสามได้นำที่ดินโฉนดเลขที่12247 ตำบลท่ามะกา อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)

เลขที่ 176 ตำบลท่ามะกา อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรีพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้แก่โจทก์ในวงเงิน 1,000,000 บาทและ 3,000,000 บาท ตามลำดับ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ภายหลังได้มีการไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12247 ไปแล้ว และวันที่ 8 กันยายน 2536 จำเลยทั้งสามได้กู้เงินจากโจทก์อีกจำนวน 1,500,000 บาท โดยจำเลยทั้งสามได้รับเงินไปจากโจทก์เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2536 ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อทั่วไปตามประกาศธนาคารโจทก์และยินยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยใหม่ได้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสามทราบ และจำเลยทั้งสามได้รังวัดแบ่งแยกที่ดินจำนองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ออกเป็นหลายแปลงและจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองรวมเป็นเงิน 4,500,000 บาท วันที่ 30 กันยายน 2539 จำเลยทั้งสามได้ทำคำขอเลื่อนกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับออกไปเป็นวันที่ 2 มิถุนายน 2540 โดยยอมรับว่า

ณ วันที่ 30 กันยายน 2539 จำเลยทั้งสามมีภาระหนี้ค้างชำระต้นเงินตามสัญญากู้ทั้งสองฉบับจำนวน 1,000,000 บาท และ1,500,000 บาท ตามลำดับ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้อีก โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว จำเลยทั้งสามเพิกเฉย เมื่อคิดถึงวันฟ้อง จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้ฉบับแรกจำนวน 175,568.39 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 1,175,568.39 บาท และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้ฉบับที่สองจำนวน 445,448.56 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 1,945,448.56บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,121,016.95 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 3,121,016.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท และ 1,500,000 บาท ตามลำดับ

นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1402 ถึง 1413, 1423 ถึง 1425, 1427 ถึง 1440, 1442 และ 176ตำบลท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบจำเลยทั้งสามให้การว่า สัญญากู้เงินทั้งสองฉบับไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้และจำเลยได้ชำระต้นเงินกับดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินฉบับแรกให้แก่โจทก์แล้ว ส่วนสัญญากู้เงินฉบับหลัง จำเลยทั้งสามค้างชำระหนี้อยู่อีกไม่เกิน 522,832.93 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,121,016.95 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท และ 1,500,000 บาทนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 พฤษภาคม 2542)

จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1402 ถึง 1413, 1423 ถึง 1425, 1427 ถึง 1440, 1442 และ 176ตำบลท่ามะกา อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยทั้งสามฎีกาว่า สัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.21 และจ.27 มีข้อความระบุเกี่ยวกับดอกเบี้ยว่า ผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดเท่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีประกาศให้ธนาคารพึงเรียกเก็บจากผู้กู้ยืมได้ และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยมิได้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้เงิน จึงถือว่าสัญญากู้เงินดังกล่าวไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ อันเป็นสถาบันการเงิน ย่อมอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2522 มาตรา 6 ซึ่งมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยที่ให้สถาบันการเงินอาจคิดจากผู้กู้ยืมตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขภาวะเศรษฐกิจของประเทศตามที่บัญญัติในมาตรา 4 ของบทกฎหมายดังกล่าว แม้สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.21 และ จ.27แต่ละฉบับ ในช่องว่างระหว่างข้อความที่ว่า ในขณะทำสัญญากำหนดอัตราร้อยละต่อปีเว้นว่างไว้โดยไม่มีการพิมพ์ตัวเลขลงไว้ก็ตาม แต่สัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย

จ.21มีข้อความระบุว่า ผู้กู้ตกลงยอมเสียดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดเท่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีประกาศกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์พึงเรียกเก็บจากผู้กู้ยืมได้ และตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.27 ก็มีข้อความว่า ผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อทั่วไปที่ผู้ให้กู้ได้มีประกาศกำหนดให้เรียกจากผู้กู้ยืมได้ซึ่งสัญญากู้ทั้งสองฉบับมีข้อความทำนองเดียวกันว่า ผู้กู้ตกลงว่าถ้าภายหลังวันทำสัญญานี้ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้ให้กู้ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย ผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยตามสัญญาได้ในอัตราดอกเบี้ยตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้ให้กู้ได้ประกาศใช้บังคับใหม่ทันที โดยผู้ให้กู้ไม่ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงแก่ผู้กู้และให้ถือปฏิบัติเช่นนี้ตลอดไปจนกว่าผู้กู้จะได้ชำระหนี้ครบถ้วน ข้อความดังกล่าวย่อมมีความหมายชัดเจนว่า เป็นข้อตกลงที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมอันชัดแจ้งแล้วโดยให้โจทก์คิดได้ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยที่โจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินอาจคิดจากผู้กู้ยืมได้ และไม่ว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด

จะเป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้เงินหรือไม่ก็ตาม เมื่อดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยทั้งสามในอัตราต่าง ๆ นั้นไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งโจทก์พึงมีสิทธิคิดได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงชอบที่จะคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
วิชัย วิวิตเสวี · เกรียงชัย จึงจตุรพิธ · สำรวจ อุดมทวี
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 6624/2550

พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินฯ มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดจากผู้กู้ยืมหรือคิดให้ผู้ให้กู้ยืมหรื…

Supreme Court Judgment No. 2086/2545

เช็คพิพาทที่จำเลยออกให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมมีมูลหนี้ที่มีอยู่จริงเพียง 200,000 บาท ส่วนอีก 100,000 บาท เป็นหนี้ที่โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 8 ต่อเดือน อันเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่…

Supreme Court Judgment No. 3348/2542

เมื่อสัญญากู้เงินฉบับพิพาทมีข้อตกลงว่า จำเลยผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้ในอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี โดยผ่อนชำระให้ธนาคารโจทก์ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนอย่างน้อยเดือนละ 29,000 บาท ภายในวันที่ 11 ของทุกเ…

Supreme Court Judgment No. 5416/2540

จำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้การข้อ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ และไม่เคยเข้าทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยคนใดที่มีภาระจำต้องชำระหนี้แก่โจทก…

Supreme Court Judgment No. 4934/2540

ตามสัญญารับสภาพหนี้และร่วมรับผิดชดใช้หนี้สินมีข้อความว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้สินเบิกเงินเกินบัญชี สัญญาขายลดเช็ค และกู้ยืมเงิน ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ในวันที่ 31 ตุลาคม 2529 เป็นต้นเงินจำนวน 8,010,650 บาท แล…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up