Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 176/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ตัวแทนที่จะต้องรับผิดตามสัญญาแต่ลำพังจะต้องเป็นตัวแทนที่ทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าร่วมขนถ่ายสินค้าและทำให้สินค้าเสียหาย ดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายดังกล่าว ผู้ขนส่งได้รับสินค้าไว้จากผู้ส่ง ณ ต้นทางในสภาพเรียบร้อยแต่ความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่ง จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าของเรือที่ขนส่งสินค้าจึงต้องรับผิดเพื่อความเสียหายดังกล่าว จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นตัวแทนจำเลยที่ 5 ได้ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 5 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ จำเลยที่ 6 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 5 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 เหตุที่จะไม่นำข้อจำกัดความรับผิดมาใช้ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 60 ต้องเป็นเรื่องที่ผู้ขนส่งมีความบกพร่องอย่างร้ายแรง ซึ่งไม่รวมถึงการประมาทเลินเล่อธรรมดา เมื่อเหตุที่สินค้าเสียหายมิได้เกิดจากการที่จำเลยที่ 5 ที่ 6 หรือตัวแทนกระทำหรืองดเว้นกระทำการโดยเจตนาที่จะให้เกิดการเสียหาย หรือโดยละเลย หรือไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าการเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้หรือไม่ซึ่งจะตกอยู่ในบังคับมาตรา 60 (1) จำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงได้รับประโยชน์โดยผลของกฎหมายในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 824 พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 Section 58 พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 Section 60

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 บริษัทกระดาษสหไทย จำกัด (มหาชน) ได้สั่งซื้อสินค้า คือ ลูกกลิ้งสำหรับทำกระดาษ จำนวน 6 อัน ราคา 23,100 ปอนด์สเตอร์ลิง จากบริษัทเดวิด เบนลี่ย์ จำกัด ในประเทศอังกฤษ โดยผู้ซื้อได้เอาประกันภัยสินค้าไว้ต่อโจทก์ ผู้ขายที่ประเทศอังกฤษได้ส่งมอบสินค้าให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ในสภาพเรียบร้อย จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้นำสินค้าบรรทุกลงเรือฮุนได เยนเนอรัล ณ ท่าเรือประเทศอังกฤษ โดยจำเลยที่ 1 ได้ออกใบตราส่งอันเป็นหลักฐานการขนส่งให้ผู้ขายและจำเลยที่ 3 ออกใบตราส่งให้จำเลยที่ 1 เมื่อเรือมาถึงเมืองพอร์ทคลาง ประเทศมาเลเซีย ได้มีการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือและนำไปบรรทุกลงเรือสินาร์ บาลี ซึ่งมีจำเลยที่ 5 เป็นเจ้าของ

หลังจากนั้นจำเลยที่ 5 โดยจำเลยที่ 6 ตัวแทนได้ออกใบตราส่งให้จำเลยที่ 3 เรือสินาร์ บาลี เดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพในวันที่ 17 กรกฎาคม 2546 จากนั้นจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 4 ในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 6 ในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 5 ได้ร่วมกันขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือมาไว้ในคลังสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย แต่จำเลยทั้งสามไม่ได้ใช้ความระมัดระวังให้ดีพอทำให้ลังที่บรรจุสินค้าตกลงมากระแทกพื้น เป็นเหตุให้ลูกกลิ้งเกิดความเสียหาย 1 อัน คิดเป็นเงิน 304,457.49 บาท โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อตามสัญญาประกันภัยแล้วเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2546 และได้บอกกล่าวทวงถามเรียกค่าสินไหมทดแทนไปยังจำเลยทั้งหก แต่จำเลยทั้งหกเพิกเฉย

ขอให้ยังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 304,457.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กันยายน 2546 คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 16,174.30 บาท รวมเป็น 320,631.79 บาท และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 304,457.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจ้างจากผู้ส่งหรือผู้ขายให้ขนส่งสินค้า ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 3 ขนส่งสินค้าแทน โดยมีเงื่อนไขการขนส่งแบบ ซีเอฟเอส/ซีเอฟเอส ผู้ส่งของนำสินค้ามาส่งให้จำเลยที่ 3 ที่ท่าเรือต้นทาง จำเลยที่ 3 หรือตัวแทนเป็นผู้บรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์

เมื่อเรือเดินถึงท่าเรือกรุงเทพ ผู้ขนส่งส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย ตู้คอนเทนเนอร์และตราผนึกตู้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ความเสียหายของสินค้าไม่ได้เกิดจากการละเลยหรือไม่เอาใจใส่หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดก็รับผิดไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้น แล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2และที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่ได้ประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทางทะเล แต่ประกอบกิจการเป็นผู้รับจัดการขนส่ง (FREIGHT FORWARDER) หรือเป็นเพียงตัวแทนในธุรกิจการรับขนทางทะเลเท่านั้นมิใช่เป็นผู้รับขน

จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 เนื่องจากใบตราส่งเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นในต่างประเทศและจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ออกหรือเข้าทำสัญญาแทนจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ได้ร่วมหรือช่วยยกสินค้าจากเรือสินาร์ บาลี มาไว้ในคลังสินค้า หากจำเลยที่ 2 และที่ 4 ต้องรับผิดก็จำกัดความรับผิดโดยรับผิดไม่เกินข้อจำกัดความรับผิดตามกฎหมาย คือ กิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้น ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 5 ประกอบกิจการของส่งสินค้าทางทะเลและแต่งตั้งจำเลยที่ 6 เป็นตัวแทนเจ้าของเรือหรือตัวแทนผู้ขนส่ง ในการดำเนินงานเกี่ยวกับธุรกิจการรับขนของทางทะเล โดยรับผิดชอบในช่วงการขนส่งสินค้าจากท่าเรือเมืองพอร์ทคลาง

ประเทศมาเลเซียไปยังปลายทางที่ท่าเรือกรุงเทพ โดยมีเงื่อนไขในการขนส่งแบบ เอฟซีเอส/เอฟซีเอส ผู้ขนส่งไม่เกี่ยวข้องหรือรู้เห็นเกี่ยวกับการบรรจุสินค้าลงในตู้คอนเทนเนอร์เพราะเป็นหน้าที่ของบริษัทดับบลิวเอสเอ ไลน์ (มาเลเซีย) จำกัด จำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดในความสูญหายหรือบุบบสลายของสินค้าพิพาท เมื่อเรือสินาร์ บาลี บรรทุกสินค้าเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 6 ในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 5 พร้อมเจ้าหน้าที่ศุลกากรและเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์พิพาทปรากฏว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อย จำเลยที่ 5 ได้ปฏิบัติหน้าที่ในการขนส่งถูกต้องครบถ้วนแล้ว เมื่อขนถ่ายสินค้าจำนวน 76 หีบห่อออกจากตู้คอนเทนเนอร์ จึงพบว่ามีหีบห่อเสียหาย 11 หีบห่อ

รวมทั้งสินค้าลูกกลิ้งของโจทก์ 6 หีบห่อ โดยปรากฏว่าหีบห่อทั้ง 6 หีบห่อแตกหักทั้งหมด แต่หีบห่อหมายเลข 5 น้ำหนักสินค้าสุทธิ 1,895 กิโลกรัม ได้รับความเสียหาย จึงมีการทำบันทึกเป็นหลักฐานและนำเข้าเก็บในคลังสินค้า ความเสียหายของสินค้าลูกกลิ้ง 1 อัน มิใช่เกิดจากการขนถ่ายสินค้าและทำลังบรรจุสินค้าตกกระแทกพื้นแต่เกิดจากผู้ส่งหรือผู้ขายซึ่งเป็นผู้บรรจุสินค้าทำการบรรจุหีบห่อไม่แข็งแรงและไม่เหมาะกับสินค้า ทั้งการจัดวางสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ไม่เหมาะสม ความเสียหายไม่ได้เกิดจากความผิดหรือประมาทเลินเล่อของขนส่ง จำเลยที่ 5 และที่ 6 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่หากรับผิดก็จำกัดความรับผิดคือรับผิดไม่เกิน 56,850 บาท ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 202,971.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 กันยายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 16,174.20 บาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามที่โจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าบริษัทกระดาษสหไทย จำกัด (มหาชน) ได้สั่งซื้อสินค้า คือ ลูกกลิ้งสำหรับทำกระดาษจำนวน 6 อัน รวมราคา 23,100 ปอนด์สเตอร์ลิง จากบริษัทเดวิด เบนลี่ย์ จำกัด ซึ่งอยู่ที่ประเทศอังกฤษโดยผู้ซื้อได้เอาประกันภัยสินค้าดังกล่าวในระหว่างการขนส่งไว้ต่อโจทก์ ตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลเอกสารหมาย จ.10 และผู้ขายได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ทำการขนส่งสินค้าดังกล่าวจากประเทศอังกฤษมายังประเทศไทย ผู้ขายได้มอบสินค้าให้จำเลยที่ 1 ในสภาพเรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 3 ทำการขนส่งต่อ ตามใบตราส่งเอกสารหมาย

จ.2 และ จ.4 เมื่อเรือฮุนได เยนเนอรัล ขนส่งสินค้าจากประเทศอังกฤษมาถึงเมืองพอร์ทคลาง ประเทศมาเลเซีย ได้มีการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือดังกล่าวแล้วนำบรรทุกลงเรือสินาร์ บาลี ของจำเลยที่ 5 ผู้ขนส่ง ซึ่งมีจำเลยที่ 6 เป็นตัวแทนในประเทศไทย เมื่อเรือดังกล่าวเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพได้มีการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือนำไปเก็บไว้ในคลังสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ต่อมาเมื่อผู้ซื้อไปขอรับสินค้า พบว่าลูกกลิ้งดังกล่าว 1 อัน ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 304,457.49 บาท ผู้ซื้อจึงได้เรียกร้องค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวจากโจทก์และโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อแล้วเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2546 ตามใบรับเงินค่าสินไหมทดแทนและรับช่วงสิทธิเอกสารหมาย จ.13

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ว่า จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายดังกล่าวหรือไม่ สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยโดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในฐานะตัวแทนทำการแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศ และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 1 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ เห็นว่า ตัวแทนคนใดจะต้องรับผิดตามสัญญาแต่ลำพังนั้นจะต้องเป็นกรณีตัวแทนนั้นทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 824 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศก็ตามแต่ในข้อนี้ได้ความตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและคำเบิกความของนายปราโมทย์ สว่างแจ้ง ผู้จัดการส่วนสินไหมของโจทก์พยานโจทก์เพียงว่า บริษัทเดวิด เบนลี่ย์ จำกัด ผู้ขายได้มอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับสินค้าแล้วได้นำสินค้าบรรทุกลงเรือ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ออกใบตราส่งไว้ ตามสำเนาใบตราส่งเอกหมาย จ.2 และ จ.4 โดยในขั้นตอนนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญารับขนของทางทะเลแทนจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ส่วนที่นายปราโมทย์ให้ถ้อยคำต่อไปว่าจากนั้นจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนทำสัญญาแทนและดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการซึ่งมีภูมิลำเนาในต่างประเทศได้ร่วมกับจำเลยที่ 4 และที่ 6 ดำเนินการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือเพื่อนำไปเก็บไว้ในคลังสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย แต่ในระหว่างขนถ่ายสินค้ามิได้ใช้ความระมัดระวังให้ดีเพียงพอในการขนถ่ายสินค้าเป็นเหตุให้ลังบรรจุสินค้าตกลงกระแทกพื้น

ทำให้สินค้าเสียหายนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ตกลงทำสัญญากับผู้ใดแทนจำเลยที่ 1 ตัวการซึ่งจะทำให้จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามสัญญานั้น ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ให้การและนำสืบต่อสู้อยู่ว่า สำหรับการขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยที่ 2 เข้าเกี่ยวข้องเพียงแค่รับแลกใบสั่งปล่อยสินค้าและใบตราส่ง กับแจ้งกำหนดการเรือเข้าเทียบท่าให้แก่ผู้รับตราส่งทราบโดยเป็นการดำเนินการทางเอกสารเท่านั้น จำเลยที่ 2 ไม่ได้เข้าร่วมขนถ่ายสินค้าพิพาทขึ้นจากเรือเพื่อนำไปเก็บไว้ในคลังสินค้าดังกล่าว ที่นายปราโมทย์ให้ถ้อยคำว่า จำเลยที่ 2 ได้เข้าร่วมขนถ่ายสินค้าดังกล่าวด้วยนั้น นายปราโมทย์ก็ไม่ได้เห็นเองทั้งได้เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า

จำเลยที่ 2 จะเข้าร่วมกับจำเลยที่ 4 และที่ 6 นำสินค้าเข้าเก็บในคลังสินค้าอย่างไร หรือไม่ พยานไม่ทราบ ประกอบกับในข้อนี้โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุน กรณีจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 เข้าร่วมขนถ่ายสินค้าและทำให้สินค้าเสียหายดังกล่าว ดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้นและกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในอุทธรณ์ข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 2 อีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง สำหรับจำเลยที่ 5 แม้จำเลยที่ 5 จะอ้างว่าจำเลยที่ 5 ตกลงทำการขนส่งสินค้าจากเมืองพอร์ทคลาง ประเทศมาเลเซีย มาท่าเรือกรุงเทพในเงื่อนไขการขนส่งระบบซีวาย/ซีวาย หรือ เอฟซีแอล/เอฟซีแอล

กล่าวคือ ที่ท่าเรือกรุงเทพ เมื่อจำเลยที่ 5 ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ไว้กับเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยในสภาพเรียบร้อยแล้ว ความรับผิดของจำเลยที่ 5 ก็สิ้นสุดลง แต่จำเลยที่ 5 ก็ได้ให้การว่า ก่อนที่เรือจะเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 5 โดยจำเลยที่ 6 ตัวแทนในประเทศไทย และบริษัทดับบลิวเอสเอ ไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้รับตราส่งได้ตกลงกันขอเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเงื่อนไขการขนส่งที่ท่าปลายทางจากระบบ ซีวาย/ซีวาย หรือ เอฟซีแอล/เอฟซีแอล เป็นระบบ ซีเอฟเอส/ซีเอฟเอส โดยขอเปิดตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือแทนที่จะนำตู้คอนเทนเนอร์ไปเปิดที่สถานที่ของผู้รับตราส่ง จำเลยที่ 6 จึงจัดให้มีการเปิดตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือกรุงเทพเพื่อขนถ่ายสินค้าเข้าเก็บไว้ในคลังสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยเพื่อผู้รับตราส่งจะได้มาขอรับสินค้าต่อไป

ดังนั้น ความรับผิดของจำเลยที่ 5 จึงยังไม่สิ้นสุดจนกว่าจำเลยที่ 5 จะได้ส่งมอบสินค้าไว้กับเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย และที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 5 ได้ส่งมอบสินค้าไว้กับเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยในสภาพเรียบร้อยแล้ว เหตุแห่งการเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 5 นั้น เห็นว่า ในข้อนี้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้ให้การว่า เมื่อสินค้ามาถึงท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 6 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 5 ได้จัดการให้มีการเปิดตู้คอนเทนเนอร์ต่อหน้าศุลกากรและเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งในขณะเปิดตู้คอนเทนเนอร์ดวงตราผนึกที่ปิดไว้ตลอดจนภายนอกของตู้คอนเทนเนอร์อยู่ในสภาพเรียบร้อย และเมื่อดำเนินการขนถ่ายสินค้าจำนวน 76 หีบห่อ

ออกจากตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวจึงพบว่ามีหีบห่อได้รับความเสียหาย 11 หีบห่อ ซึ่งรวมทั้งสินค้าของผู้ซื้อ 6 หีบห่อด้วย จึงมีการสำรวจสินค้าทั้ง 6 หีบห่อ ปรากฏว่า หีบห่อที่บรรจุสินค้าทั้ง 6 หีบห่อแตกหักทั้งหมด แต่หีบห่อหมายเลข 5 น้ำหนักสุทธิลูกกลิ้ง 1,895 กิโลกรัม ได้รับความเสียหายจึงมีการทำบันทึกไว้เป็นหลักฐานและนำเข้าเก็บรักษาไว้ในคลังสินค้าหมายเลข 13 ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์ว่า ขณะเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยเปิดตู้คอนเทนเนอร์ สินค้าภายในตู้คอนเทนเนอร์ไม่ได้เสียหายจึงขัดแย้งและแตกต่างกับคำให้การของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ดังกล่าว ไม่ควรรับฟัง ทั้งโจทก์มีนายปราโมทย์เป็นพยานยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและเบิกความประกอบว่า

สินค้าได้รับความเสียหายตามรายการสำรวจสินค้าที่ออกโดยการท่าเรือแห่งประเทศไทยเอกสารหมาย จ.11 ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ดังกล่าว ยิ่งทำให้น่าเชื่อว่าความเสียหายดังกล่าวได้เกิดขึ้นก่อนที่เจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยจะได้รับมอบสินค้าไว้จากผู้ขนส่ง และตามรายการดังกล่าว โจทก์ได้ทำคำแปลยื่นมาด้วย โดยจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไม่ได้คัดค้านโต้แย้งคำแปลงดังกล่าวซึ่งรายการสำรวจสินค้าดังกล่าวระบุเพียงว่า ลังแตกและตรวจสอบพบสินค้า 1 อันเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีข้อความระบุว่า ลังได้รับความเสียหาย และเมื่อตรวจสอบสินค้าภายในลังนั้นปรากฏว่า สินค้ามีสภาพดีดังที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 กล่าวอ้างในอุทธรณ์

ส่วนที่รายการดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าสินค้าได้รับความเสียหายด้วยนั้น นายกฤษณะ แก่นสูงเนิน พยานโจทก์ผู้ทำการสำรวจสินค้าดังกล่าวได้เบิกความยืนยันว่า สินค้าพิพาทจะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตกระดาษเป็นตัวรีดกระดาษให้เรียบ การสำรวจสินค้าประเภทนี้จะต้องแกะหีบห่อออกตรวจดู ตามรายการสำรวจสินค้าเอกสารหมาย จ.11 ที่ระบุข้อความดังกล่าว ความจริงไม่มีการตรวจสอบสินค้า พยานได้ท้วงติงการออกเอกสารดังกล่าวแล้ว ชิบปิ้งซึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าของสินค้ารับว่าจะตามผู้ออกเอกสารมาแก้ไขให้ถูกต้อง และที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 อ้างว่าตาม TALLY SHEET เอกสารหมาย ล.1 ซึ่งเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้จัดทำไว้ตอนเปิดตู้คอนเทนเนอร์ไม่มีข้อความระบุว่าสินค้าได้รับความเสียหาย

นั้น เห็นว่า ตามเอกสารดังกล่าวก็มีหมายเหตุด้วยอักษรภาษาอังกฤษไว้ ทั้งจำเลยที่ 5 และที่ 6 ก็ไม่ได้นำเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำเอกสารดังกล่าวมาเบิกความให้กระจ่างอันจะทำให้น่าเชื่อดังจำเลยที่ 5 และที่ 6 อ้าง ตามคำให้การของจำเลยที่ 5 และที่ 6 จำเลยที่ 5 และที่ 6 ก็ยอมรับว่าขณะเปิดตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวพบว่าหีบห่อสินค้าพิพาททั้ง 6 หีบห่อแตก แต่หีบห่อหมายเลข 5 ลูกกลิ้งได้รับความเสียหายดังกล่าวข้างต้น เมื่อกรณีรับฟังได้ว่าผู้ขนส่งได้รับสินค้าดังกล่าวไว้จากผู้ส่ง ณ ต้นทางในสภาพเรียบร้อย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าเหตุแห่งความเสียหายได้เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่ง จำเลยที่ 5 จึงต้องรับผิดเพื่อความเสียหายดังกล่าว

ส่วนที่จำเลยที่ 6 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 6 ไม่ได้ออกใบตราส่งเอกสารหมาย ล.7 จำเลยที่ 6 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าจากประเทศมาเลเซีย จำเลยที่ 6 เข้ามาเกี่ยวข้องกับการออกใบสั่งปล่อยสินค้าเมื่อเรือบรรทุกสินค้าเข้ามาในประเทศไทยแล้วในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 6 จึงเป็นเพียงตัวแทนผู้ขนส่ง มิใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่น จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 6 รับผิดในฐานะจำเลยที่ 6 เป็นตัวแทนทำสัญญาแทนจำเลยที่ 5 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศมิใช่ฟ้องขอให้จำเลยที่ 6 รับผิดในฐานะเป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่น ทั้งปรากฏตามสำเนาใบตราส่งเอกสารหมาย จ.6 ว่า จำเลยที่ 6 ได้ออกใบตราส่งในการขนส่งสินค้าพิพาทแทนจำเลยที่ 5 นอกจากนี้จำเลยที่ 6 ยังได้เข้ามาดำเนินการส่งมอบสินค้าแก่ผู้รับตราส่งแทนจำเลยที่ 5 ดังนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า

จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นตัวแทนจำเลยที่ 5 ได้ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 5 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ จำเลยที่ 6 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 5 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 และที่ 6 มีว่า กรณีสินค้าได้รับความเสียหายดังกล่าวจะนำข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 ของพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาใช้บังคับได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์ว่า การที่สินค้าเกิดความเสียหายมิได้เกิดจากการที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ละเลยไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าการเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้ จำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงได้รับประโยชน์จากข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งดังกล่าว

เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 60 บัญญัติว่า "การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 มิให้ใช้บังคับแก่กรณีดังต่อไปนี้ (1) การสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้าที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากการที่ผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งกระทำหรืองดเว้นกระทำการโดยเจตนาที่จะให้เกิดการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้า หรือโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้านั้นอาจเกิดขึ้นได้..." จะเห็นได้ว่า เหตุที่จะไม่นำข้อจำกัดความรับผิดมาใช้ในกรณีดังกล่าวต้องเป็นเรื่องที่ผู้ขนส่งมีความบกพร่องอย่างร้ายแรง ซึ่งไม่รวมถึงการประมาทเลินเล่อธรรมดา ซึ่งในข้อนี้ นายปราโมทย์

พยานโจทก์ให้ถ้อยคำไว้เพียงว่า ในการขนถ่ายสินค้าเข้าเก็บในคลังสินค้า จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 มิได้ใช้ความระมัดระวังให้ดีพอ อาจเป็นเพราะเลือกผู้รับจ้างไม่ดี เป็นเหตุให้ลังบรรจุสินค้าตกลงกระแทกพื้น ทำให้สินค้าเกิดความเสียหาย โดยนายปราโมทย์ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด เรื่องดังกล่าวจึงเป็นเพียงความคาดเดาของพยานโจทก์ปากนี้เท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 ก็ไม่ได้นำสืบถึงว่าสินค้าเสียหายอย่างไร เพราะเหตุใด ตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เหตุที่สินค้าเสียหายนั้น จำเลยที่ 5 ที่ 6 หรือตัวแทนได้กระทำ หรืองดเว้นกระทำการประการใด เป็นการกระทำหรืองดเว้นกระทำการโดยเจตนาที่จะให้เกิดการเสียหาย หรือโดยละเลย หรือไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าการเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้หรือไม่ซึ่งจะตกอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 60 (1)

ดังกล่าวข้างต้น ดังนี้ จำเลยที่ 5 และที่ 6 ย่อมได้รับประโยชน์โดยผลของกฎหมายในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 กรณีจึงนำข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 ดังกล่าวมาใช้บังคับได้และตามมาตรา 58 ดังกล่าว บัญญัติว่า ในกรณีที่ของซึ่งผู้ขนส่งได้รับมอบหมายเสียหายไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียงหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้น แล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า เมื่อสินค้าพิพาทคือลูกกลิ้งสำหรับทำกระดาษ 1 อัน ที่ได้รับความเสียหายดังกล่าวมีน้ำหนักสุทธิ 1,895 กิโลกรัม ตามสำเนาใบบรรจุหีบห่อเอกสารหมาย จ.9 จำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงต้องรับผิดเป็นเงินเพียง 56,850 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากกว่าการคำนวณจากจำนวนเงินที่ต้องรับผิดหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งคือ 1 หีบห่อ

อุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ข้อนี้ฟังขึ้น และเห็นว่า กรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ และจำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้อุทธรณ์ซึ่งทำให้คำพิพากษามีผลเป็นที่สุดระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 กับที่ 3 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วย จึงเห็นสมควรพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยบางส่วน"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 56,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 กันยายน 2551 2546 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 และที่ 6 ชั้นนี้และระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
พินิจ บุญชัด · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · ฐานันท์ วรรณโกวิท
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 11774/2557

จำเลยที่ 1 เพียงแต่ทำหน้าที่ในการติดต่อประสานงานกับจำเลยที่ 3 ในเรื่องการจองระวางเรือ การรับสินค้า และการชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของ ซ. แทนจำเลยที่ 3 ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์รับฟังไม่ได้…

Supreme Court Judgment No. 19481/2556

ขณะทำสัญญา Construction, Sale and Purchase Agreement เรือใบคาตามารัน Silkline ยังไม่มีการสร้างขึ้น และจากคำเบิกความของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกแนวคิดและมอบหมายให้ผู้อื่นออกแบบเบื้องต้นซึ่…

Supreme Court Judgment No. 10488/2557

แม้การระบุถึงวันที่สินค้าพิพาทจะถึงท่าเรือปลายทาง ระบุคำว่า อีทีเอ 24.11.10 ซึ่งหมายถึง กำหนดวันโดยประมาณที่เรือจะเดินทางไปถึงท่าเรือปลายทางวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการขนส่งสิ…

Supreme Court Judgment No. 15502/2556

ผู้มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเอาจากผู้ขนส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลเนื่องจากสินค้าที่ขนส่งสูญหาย เสียหาย หรือมีการส่งมอบชักช้านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่สัญญากับผู้ขนส่งเสมอไป ผู้ทรงใบตราส่งโดยชอบจึงย่อม…

Supreme Court Judgment No. 69/2556

การที่สินค้าสูญหายไปจากตู้สินค้าโดยมีการนำถุงทรายมาแทนที่นั้นเป็นไปเพื่อเจตนาลวงว่าสินค้ายังอยู่ครบถ้วนในตู้สินค้าระหว่างขนส่งด้วยเหตุที่สินค้าที่สูญหายไปมีน้ำหนักถึง 3,243.20 กิโลกรัม และการที่ดวงตรา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up