Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 177/2528

พ.ศ. 2528 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

พินัยกรรมทำขึ้นในขณะเจ้ามรดกมีสติดี สามารถแสดงเจตนาทำพินัยกรรมได้ แม้จะเป็นบุคคลผู้เสมือนไร้ความสามารถก็เพียงไม่สามารถจัดการงานบางประการของตนเองได้เท่านั้น การทำพินัยกรรมเป็นกิจการเฉพาะตัวที่จะต้องแสดงเจตนาด้วยตนเองและผู้พิทักษ์ก็ได้ให้ความยินยอมแล้ว พินัยกรรมจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

พินัยกรรมทำขึ้นในขณะเจ้ามรดกมีสติดี สามารถแสดงเจตนาทำพินัยกรรมได้ แม้จะเป็นบุคคลผู้เสมือนไร้ความสามารถก็เพียงไม่สามารถจัดการงานบางประการของตนเองได้เท่านั้น การทำพินัยกรรมเป็นกิจการเฉพาะตัวที่จะต้องแสดงเจตนาด้วยตนเองและผู้พิทักษ์ก็ได้ให้ความยินยอมแล้ว พินัยกรรมจึงสมบูรณ์ตามกฎหมายศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์ฟังว่าพินัยกรรมเป็นพินัยกรรมปลอมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268วรรคแรก ประกอบด้วย มาตรา 266, 264 วรรคสอง จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7มีความผิดตามมาตรา 266 ประกอบด้วย มาตรา 264 วรรคสอง และจำเลยที่ 7ยังมีความผิดตามมาตรา 157 อีกด้วย แต่เป็นความผิดหลายบท คงลงโทษตามมาตรา 266 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 คนละ 2 ปี จำเลยที่ 7 ยังมีความผิดตามมาตรา 162(1) อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "คงได้ความเบื้องต้นตามที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์เป็นทายาทโดยธรรมผู้หนึ่งในฐานะเป็นผู้รับมรดกแทนลุงของเจ้ามรดกนางเติมศรี

วีระไวทยะ มารดาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นพี่น้องร่วมบิดากับโจทก์ ส่วนนางสาวจงกลณี พนมวัน ณ อยุธยา เจ้ามรดกผู้ตาย เป็นบุตรนางต่วน น้องสาวของขุนนารถนิกร บิดาของโจทก์ ขณะเกิดเหตุคดีนี้ผู้ตายอยู่บ้านเดียวกับจำเลยที่ 1 ก่อนที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ได้กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ จะต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.6 เป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นพินัยกรรมปลอม โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นในขณะที่อ้างว่าจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันทำพินัยกรรมปลอมขึ้น คงมีแต่ตนเองและนางประพัฒน์ศรี ณ ป้อมเพชรน้องสาวของโจทก์มาเบิกความสรุปได้ว่าขณะทำพินัยกรรม ผู้ตายไม่สามารถแสดงเจตนาทำพินัยกรรมได้ โดยเชื่อตามรายงานของแพทย์ผู้ตรวจรักษาผู้ตายก่อนตายและโจทก์มีนายแพทย์ทรงศักดิ์

พงศาธร แพทย์ผู้แปลรายงานการตรวจรักษาผู้ตายซึ่งแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าได้ทำไว้ จากภาษาแพทย์มาเป็นภาษาธรรมดามาเบิกความประกอบรายงานการตรวจรักษาผู้ตายดังกล่าวดังนี้ รายงานของแพทย์ดังกล่าวจึงเป็นเอกสารสำคัญที่จะชี้ว่าขณะทำพินัยกรรมผู้ตายสามารถแสดงเจตนาทำพินัยกรรมได้หรือไม่ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 (ก)แผ่นที่ 1 ว่าผู้ตายได้เข้ารับการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2521แพทย์ลงความเห็นว่าผู้ตายเป็นปัญญาอ่อนภายหลังมีการอักเสบของเนื้อสมอง ในวันเดียวกันนั้นแพทย์ได้จัดให้มีการทดสอบวัดระดับสติปัญญาและความเฉลียวฉลาด ได้ระดับสติปัญญา และความเฉลียวฉลาด (I.Q)จากการออกเสียง 81 จากการกระทำ 46 ระดับสเกลเต็มของสติปัญญาและความเฉลียวฉลาด (I.Q)

ได้ 64 แพทย์หมายเหตุว่า ระดับสติปัญญาและความเฉลียวฉลาดของบุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไป จะได้ตั้งแต่ 100 ขึ้นไป แสดงว่าในวันที่ 7 มิถุนายน 2521 ผู้ตายยังพูดจาได้และเคลื่อนไหวร่างกายตามคำสั่งแพทย์ได้ แม้จะไม่ถึงระดับบุคคลธรรมดา แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่จะไม่เข้าใจสิ่งใดหรือพูดจาไม่รู้เรื่อง ในเอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 3 แพทย์บันทึกเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2522 ว่า หกล้มแล้วเดินไม่ได้มา 2 วัน ไม่ได้บ่นปวดที่ไหน แสดงว่าก่อนหกล้มยังสามารถเดินได้ และที่ว่าไม่ได้บ่นว่าปวดที่ไหน แสดงว่ายังพูดจาได้แต่ไม่ได้บ่นปวดเท่านั้น ถ้าพูดไม่ได้แพทย์ก็น่าจะบันทึกว่า พูดไม่ได้ เอกสารที่ต้องพิเคราะห์โดยละเอียดได้แก่เอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 5 ไม่ได้ลงวันที่แพทย์บันทึกไว้ว่า

"15 วันก่อนอยู่ดี ๆ ก็ล้มลง รู้สึกตัว หลังจากนั้นก็มีแขน ขาข้างขวาอ่อนแรงลง ปัสสาวะราด ไม่ถ่ายอุจาระมา 3 วัน เป็นผู้ป่วยอยู่ในพวกสมองพิการ" การตรวจร่างกายแพทย์บันทึกว่า "ผอมแห้ง พูดไม่ได้ ไม่ซีดไม่เหลือง" เอกสารทั้ง 3 แผ่นนี้นายแพทย์ทรงศักดิ์ พงศาธร พยานโจทก์แปลมาจากเอกสาร จ.13 โดยเอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 1 แปลจากเอกสารหมาย จ.13 แผ่นที่ 1 การทดสอบวัดระดับสติปัญญาแปลมาจากเอกสารหมาย จ.13 แผ่นที่ 2 เอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 3 แปลจากเอกสารหมาย จ.13 แผ่นที่ 3 ส่วนเอกสาร จ.1(ก) แผ่นที่ 5 แปลมาจากเอกสารหมาย จ.13 แผ่นที่ 5 แปลมาจากเอกสารหมาย จ.13 แผ่นที่ 5 ศาลฎีกาตรวจดูที่มาของเอกสารแผ่นที่ 5 นี้แล้ว

ปรากฏว่าเป็นเอกสารด้านหลังของเอกสารหมาย จ.1(ข) ซึ่งด้านหน้าปรากฏว่าลงวันที่ "7 มิถุนายน 2521" และ "8 มิถุนายน 2521" ข้อความที่ว่า "15 วันก่อน อยู่ดี ๆ ก็หกล้ม ผอมแห้งพูดไม่ได้" นั้นขัดแย้งกับบันทึกของแพทย์ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2522 ที่ว่า"หกล้ม แล้วเดินไม่ได้มา 2 วัน ไม่ได้บ่นปวดที่ไหน" เพราะตามเอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 5 แสดงว่าผู้ตายหกล้มก่อนวันที่ 8 มิถุนายน 2521 ถึง15 วัน และพูดไม่ได้ แต่ตามเอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 3 แสดงว่าผู้ตายหกล้มในวันที่ 16 กรกฎาคม 2522 และยังพูดได้ ถ้าเอาเอกสารหมาย จ.1(ก)แผ่นที่ 5 ได้ทำขึ้นในเดือนมิถุนายน 2521 ก็เป็นเวลาก่อนวันที่ 18 กรกฎาคม2522 อันเป็นวันที่แพทย์บันทึกเอกสารที่เป็นที่มาของเอกสารหมาย

จ.1(ก)แผ่นที่ 3 ถึง 1 ปี ฝ่ายจำเลยมีนายชัชวาล สุริรังษี ทนายความผู้รับมอบอำนาจให้เรียกร้องติดตามทวงถามเรียกคืนโฉนดเลขที่ 9371, 9334 ของผู้ตาย ร่วมกับนายบริบูรณ์ ณ ป้อมเพชร มาเบิกความประกอบหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 26มีนาคม 2522 หมาย ล.4 และ ล.5 ว่า ผู้ตายได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้พยานดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ตายที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าต่อหน้านายแพทย์อรุณ เชาวนาศัย และเจ้าหน้าที่เขต ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.3 ว่าก่อนวันทำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 23มีนาคม 2522 ขอให้หัวหน้าเขตพญาไทไปรับรองลายมือชื่อของผู้ตายในหนังสือมอบอำนาจด้วย ซึ่งเขตพญาไทก็ได้ส่งนายอนนต์วุฒิ รัตนมาลี

เจ้าพนักงานปกครอง 5 ไปที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในวันทำหนังสือมอบอำนาจนายอนนต์วุฒิเบิกความว่าพยานและพันเอกนายแพทย์อรุณได้สอบถามผู้ตายเกี่ยวกับการทำหนังสือมอบอำนาจ เห็นว่าผู้ตายพูดจารู้เรื่องดี เมื่อทำใบมอบอำนาจแล้วพยานได้ให้ผู้ตายลงชื่อในใบมอบอำนาจ ซึ่งผู้ตายก็สามารถลงชื่อในเอกสารได้และพยานได้ทำบันทึกรับรองว่าผู้ตายได้ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย ล.5 ล.6 ต่อหน้าพยานและพันเอกนายแพทย์อรุณจริง ปรากฏตามบันทึกด้านหลังเอกสารหมาย ล.5,ล.6 พันเอกนายแพทย์อรุณก็ทำบันทึกรับรองลายมือชื่อของผู้ตายและเบิกความรับรองว่าเป็นความจริงดังที่นายอนนต์วุฒิเบิกความ ดังนี้จึงแสดงว่าหลังจากวันที่ 8 มิถุนายน 2521 แล้วผู้ตายมีอาการดีขึ้นสามารถทำใบมอบอำนาจและลงชื่อในใบมอบอำนาจได้

เชื่อได้ว่าอาการป่วยของผู้ตายก่อนทำพินัยกรรมมีหนักมีเบาอยู่เป็นระยะ ๆ สุดแต่โรคแทรกซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวอย่างไรก็ดี ฝ่ายโจทก์ก็พยายามเสนอเอกสารต่อศาลโดยใช้วิธีสับเอกสารแผ่นที่ 5ซึ่งอยู่ด้านหลังของเอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 1 ซึ่งทำในวันที่ 7, 8 มิถุนายน2521 ไว้หลังเอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 3 ซึ่งทำเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2522เพื่อแสดงว่าหลังจากวันที่ 18 กรกฎาคม 2522 แล้วผู้ตายพูดไม่ได้ เพื่อจูงใจให้ศาลเชื่อว่าในวันที่ 26 กรกฎาคม 2522 อันเป็นวันที่มีการทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.6 นั้น ผู้ตายพูดไม่ได้ ดังนี้ เอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 5จึงเป็นพิรุธเชื่อฟังไม่ได้ว่าทำขึ้นตามความเป็นจริงยิ่งกว่านั้น

โจทก์ยังอ้างเอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 15 เข้ามาอีกฉบับหนึ่งเป็นรายงานแพทย์บันทึกเมื่อ 30 กรกฎาคม 2522 ว่า "15 วันก่อนล้มลง แล้วแขนขวาอ่อนแรง ปัสสาวะและอุจจาระ ไม่รู้ตัว" ทำให้ยิ่งสับสนหนักขึ้นว่าผู้ตายหกล้มเมื่อใดแน่ เพราะปรากฏวันหกล้มตามเอกสารของโจทก์ 3 ฉบับแตกต่างกันไป นอกจากนี้ก็ไม่ปรากฏว่าแพทย์ผู้บันทึกข้อความในเอกสารอันเป็นพิรุธนี้คือใครและโจทก์ก็ไม่ได้นำแพทย์ผู้บันทึกมาเบิกความประกอบเอกสารเพื่อให้ทนายจำเลยซักค้านคงมีแต่นายแพทย์ทรงศักดิ์ ผู้แปลเอกสารภาษาแพทย์มาเป็นภาษาธรรมดามาเบิกความเป็นพยานเท่านั้น ทั้งนายแพทย์ทรงศักดิ์ก็ไม่ใช่แพทย์ผู้ตรวจรักษาผู้ตาย และไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคประสาท

การที่พยานลงความเห็นว่าดูตามรายงานแพทย์แล้วเห็นว่าผู้ตายไม่สามารถแสดงเจตนาทำพินัยกรรมได้คำเบิกความของนายแพทย์ทรงศักดิ์พยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้เชื่อถือได้ยิ่งกว่าแพทย์ผู้เคยตรวจร่างกายและรักษาผู้ตายโดยตรง ตามคำฟ้องและคำเบิกความของโจทก์ปรากฏว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.6 ได้กระทำกันที่บ้านเลขที่ 36ซอย 23 ถนนลาดพร้าว แขวงลาดยาว เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ซึ่งบ้านนี้เป็นบ้านของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าหลังจากวันที่ 18 กรกฎาคม 2522ซึ่งแพทย์บันทึกว่าผู้ตาย "หกล้มแล้วเดินไม่ได้มา 2 วัน ไม่ได้บ่นปวดที่ไหน" แล้วผู้ตายก็ได้กลับไปรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลแล้วจะกลับไปทำพินัยกรรมที่บ้านจำเลยที่ 1 ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2522 ได้อย่างไร วันที่ 30 กรกฎาคม2522 หลังเกิดเหตุคดีนี้แล้วผู้ตายจึงได้กลับไปรักษาตัวในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าอีกครั้งหนึ่ง

ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1(ข) แผ่นที่ 5ฝ่ายจำเลยนำสืบว่า วันที่ 26 กรกฎาคม 2522 อันเป็นวันทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองตามเอกสารหมาย จ.6 ผู้ตายยังมีสติดี พูดจารู้เรื่อง นายแพทย์วินิต พัวประดิษฐ์ พยานจำเลย ผู้ตรวจร่างกายผู้ตายก่อนทำพินัยกรรมเบิกความว่าขณะตรวจร่างกายผู้ตายนั้นผู้ตายนั่งอยู่กับพื้น พยานถามชื่อ ผู้ตายตอบเสียงค่อนข้างเบา ช้า ๆ ว่าชื่อ นางสาวจงกลณี พนมวัน ณ อยุธยา พยานถามต่อไปว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผู้ตายตอบว่าสบายดี ถามว่าทานข้าวได้ไหม ก็ตอบว่า ทานได้พยานเห็นว่าคนไข้พูดรู้เรื่องจึงหยุดถามแล้วตรวจร่างกายโดยใช้หูฟัง สังเกตเห็นว่าผู้ตายขยับแขนขาได้ เมื่อตรวจแล้วจึงทำรายงานขึ้น 2 ฉบับ ตามเอกสารหมาย

จ.6 แผ่นที่ 3 และ 4 ว่า "นางสาวจงกลณี พนมวัน ณ อยุธยา มีจิตใจและสติสัมปชัญญะเป็นปกติสมบูรณ์ดี" นางสาวกัลยาณีพยานในพินัยกรรมคนหนึ่งเบิกความว่า เมื่อจำเลยที่ 7 ถามผู้ตายว่า วันนี้รู้ไหมว่าจะทำอะไร ผู้ตายบอกว่าจะทำพินัยกรรม แพทย์ให้หายใจยาว ๆ ผู้ตายทำได้ตามที่บอกแสดงว่าผู้ตายพูดจารู้เรื่องดี จำเลยที่ 7 สอบถามเรื่องทรัพย์สินว่าจะยกให้ใคร ผู้ตายก็บอกว่ายกให้ "น้อย" ซึ่งเป็นชื่อเล่นของจำเลยที่ 1 ถ้ารับไม่ได้ก็ยกให้ "แจ๋ว" ซึ่งเป็นชื่อเล่นของจำเลยที่ 2 ถ้าจำเลยที่ 2 รับไม่ได้ก็ยกให้ "อู๊ด" ซึ่งเป็นชื่อเล่นของจำเลยที่ 3ข้อนี้ก็แสดงว่าผู้ตายยังมีสติสัมปชัญญะดีเพราะจำชื่อเล่นของจำเลยที่ 1, 2 และ3 ได้ นางประยงค์ศรี

ซื่อวาจา ผู้เขียนพินัยกรรมเบิกความว่า "ขณะที่ข้าฯ จับมือนางสาวจงกลณีพิมพ์หมึกในคราวแรกนั้น ข้าฯ พูดกับนางสาวจงกลณีว่ามือนิ่มจังนางสาวจงกลณีบอกข้าฯ ว่า ก็ไม่ได้ทำงานอะไร มือจึงนิ่ม" คำเบิกความประโยคนี้ของพยานถ้าพิจารณาเผิน ๆ ก็ไม่มีความสำคัญอันใด แต่ข้อความที่ผู้ตายตอบนางประยงค์ศรีดังกล่าวพิเคราะห์ดูให้ลึกซึ้งแล้วแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า ผู้ตายยังมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนคนปกติธรรมดา หาได้ตอบคำถามพอให้เสร็จ ๆ ไปเท่านั้นไม่ เกี่ยวกับการพิมพ์ลายนิ้วมือลงในพินัยกรรมที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันจับมือของเจ้ามรดกพิมพ์ลงในพินัยกรรมนั้น โจทก์ก็ไม่มีพยานรู้เห็นเหตุการณ์เป็นการคาดคะเนเอาเท่านั้น โดยข้อเท็จจริงจะเป็นไปได้อย่างไรว่ามือเล็ก

ๆ ผอมบางของเจ้ามรดกมือเดียว จะต้องมีมือของจำเลยทั้งเจ็ดช่วยกันจับกดลงในพินัยกรรม ตรงกันข้ามพยานจำเลยซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุยืนยันว่าจำเลยที่ 6ผู้เขียนพินัยกรรมเพียงแต่จับนิ้วหัวแม่มือซ้ายของเจ้ามรดกกดลงบนแท่นหมึกพิมพ์เท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้หมึกพิมพ์ติดนิ้วหัวแม่มือมาก ๆ ส่วนตอนพิมพ์นิ้วหัวแม่มือซ้ายลงในช่องผู้ทำพินัยกรรมนั้น จำเลยที่ 6 เพียงแต่ชี้ให้เจ้ามรดกพิมพ์เองแม้กระนั้นก็ต้องพิมพ์ถึง 2 ครั้ง เพราะการพิมพ์ครั้งแรกไม่ชัดเจนพอ ถ้าจำเลยทั้งเจ็ดช่วยกันจับนิ้วเจ้ามรดกพิมพ์ลงในพินัยกรรมแล้ว เพียงครั้งเดียวก็เพียงพอแล้วเนื่องจากมีแรงกดจากผู้อื่นช่วยโดยสรุปศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นเหตุการณ์ขณะมีการทำพินัยกรรมมาเบิกความยืนยันพิสูจน์ความผิดของจำเลย

คงอาศัยเพียงรายงานของแพทย์มาประกอบความเห็นของพยานและคาดหมายเอาว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยเฉพาะเอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 5มีพิรุธไม่น่าเชื่อว่าทำขึ้นตรงตามความเป็นจริง และโจทก์ใช้วิธีเสนอเอกสารต่อศาลโดยสับเอกสารซึ่งทำขึ้นก่อนวันที่ 18 กรกฎาคม 2522 มาไว้หลังเอกสาร ซึ่งทำในวันที่ 18 กรกฎาคม 2522 ทั้งนี้ก็เพื่อแสดงว่า ระหว่างวันที่ 19 เดือนเดียวกัน จนถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2522 อันเป็นวันทำพินัยกรรมผู้ตายมีอาการหนักไม่สามารถแสดงเจตนาทำพินัยกรรมได้ ฝ่ายจำเลยมีพยานซึ่งรู้เห็นเหตุการณ์ในขณะทำพินัยกรรมมาเบิกความหลายปาก โดยเฉพาะจำเลยที่ 4 ที่ 5 พยานในพินัยกรรม จำเลยที่ 6 ผู้เขียนพินัยกรรม และจำเลยที่ 7ซึ่งมีตำแหน่งหัวหน้างานปกครองผู้สอบถามผู้ตายในการทำพินัยกรรมและบอกข้อความให้จำเลยที่ 6 เขียนในฐานะเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 ก็ล้วนแต่เป็นข้าราชการโดยจำเลยที่ 4 เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการกองผังเมืองกระทรวงมหาดไทยรู้เห็นและเป็นพยานในพินัยกรรมตามอัธยาศัยของเพื่อนบ้านจำเลยที่ 7 ก็เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รักษาการแทนหัวหน้าเขต ปฏิบัติหน้าที่ไปตามกฎหมาย ทุกคนไม่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง หรือมีส่วนได้เสียในพินัยกรรมทั้งโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบว่าพยานเหล่านี้ได้รับการจ้างวาน ใช้ให้กระทำผิด จึงไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่พยานเหล่านี้จะช่วยเหลือจำเลยที่ 1 โดยการร่วมมือกันทำพินัยกรรมปลอมขึ้น จำเลยที่ 1 เป็นหลานของผู้ตาย ซึ่งปรากฏตามคำสั่งศาลแพ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 7830/2521 ว่าเดิมทวดของจำเลยที่ 1เป็นผู้อุปการะผู้ตายมาก่อน เมื่อทวดของจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1กับมรดกก็รับภาระอุปการะเลี้ยงดูผู้ตายต่อมาอีกหลายปี จึงไม่เป็นการผิดวิสัยที่ผู้ตายจะทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้จำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยมีเหตุผลสอดคล้องฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

คดีฟังได้ว่าพินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.6 ทำขึ้นในขณะเจ้ามรดกมีสติดี สามารถแสดงเจตนาทำพินัยกรรมได้ แม้จะเป็นบุคคลผู้เสมือนไร้ความสามารถ ก็เพียงไม่สามารถจัดการงานบางประการของตนเองได้เท่านั้น การทำพินัยกรรมเป็นกิจการเฉพาะตัวที่จะต้องแสดงเจตนาด้วยตนเองและผู้พิทักษ์ก็ได้ให้ความยินยอมแล้ว พินัยกรรมดังกล่าวจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อฟังได้ว่าพินัยกรรมไม่ปลอมการกระทำของจำเลยทุกคนก็ไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งห้านี้มา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้น"

Result

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
สุรัช รัตนอุดม · ชลูตม์ สวัสดิทัต · ธิรพันธุ์ รัศมิทัต
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 863/2490

คนใบที่ไม่สามารถจะทำให้เจ้าพนักงานเข้าใจความประสงค์ที่จะทำนิติกรรมได้นั้น เมื่อผู้พิทักษ์ร้องขอต่อศาล ขอเป็นผู้พิทักษ์ และจัดการจำนองหรือขายที่ดินของคนใบ้เพื่อชำระหนี้คนใบ้ จนได้รับอนุญาตจากศาลแล้ว ผู…

Supreme Court Judgment No. 6064/2567

ป.พ.พ. มาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คนเสมือนไร้ความสามารถนั้น ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนแล้วจึงจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ได้...ฯลฯ ..." จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบุคคลที่…

Supreme Court Judgment No. 4044/2567

แม้เอกสารจะมีข้อความบางตอนเป็นตัวพิมพ์ โดยตอนบนตรงกลางมีหัวข้อพิมพ์ว่าหนังสือพินัยกรรม จากนั้นมีการพิมพ์ตัวหนังสือแล้วเว้นช่องว่างให้ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือกรอกข้อความเกี่ยวกับสถานที่ วัน เดือน ปี ที่…

Supreme Court Judgment No. 4241/2565

ผู้ตายทำหนังสือมอบอำนาจให้ พ. นำค่าเช่าบ้านไปชำระหนี้สิ้นที่ผู้ตายติดค้าง พ. โดยทยอยผ่อนชำระจากเงินค่าเช่าบ้าน หากชำระไม่ได้เพราะไม่มีค่าเช่าต่อเนื่องหรือผู้ตายถึงแก่ความตายให้ พ. ขายบ้านได้ แม้หนังสื…

Supreme Court Judgment No. 2874/2559

พินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมย่อมตกเป็นโมฆะ ถ้าได้ทำขึ้นขัดต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา 1652, 1653, 1656, 1657, 1658, 1660, 1661 หรือ 1663 ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1705 ที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือเนื้อที่ 11 ไร่…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up