คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้เลิกบริษัทเข้งหงวน จำกัดจำเลยที่ 1 และให้ตั้งนายจำรัส ปิงคลาศัย เป็นผู้ชำระบัญชีตามกฎหมายจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม
โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกจำเลยที่ 3 ที่ 4 ให้เข้ามาเป็นคู่ความแทนศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาให้เลิกบริษัทเข้งหงวน จำกัด ให้นายจำรัสปิงคลาศัย เป็นผู้ชำระบัญชีจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขอให้ศาลสั่งเลิกบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1237 นั้น มิได้กำหนดไว้ให้ต้องทำเป็นคำร้องขอโจทก์ทั้งเจ็ดจึงชอบที่จะขอให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 1 โดยทำเป็นคำฟ้องได้ และตามคำฟ้อง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1มากกว่าโจทก์ทั้งเจ็ดได้บริหารบริษัทจำเลยที่ 1 ขาดทุนจนไม่มีทางหวังว่าจะพื้นตัวได้ จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว
คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดได้บรรยายฟ้องไว้แจ้งชัดว่าเหตุแห่งการขอให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 1 เนื่องจากบริษัทจำเลยที่ 1 ขาดทุนตั้งแต่ปี 2528จนถึงปี 2531 รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 21,273,670.10 บาท และไม่มีทางหวังว่าจะฟื้นตัวได้ประเด็นในคดีนี้จึงมีว่าบริษัทจำเลยที่ 1ดำเนินการขาดทุนติดต่อกันเกินกว่า 1 ปี และไม่มีทางหวังจะฟื้นตัวได้หรือไม่ ส่วนที่อ้างมาในคำฟ้องตอนแรกว่า เป็นเพราะกรรมการฝ่ายจำเลยบริหารบริษัทจำเลยที่ 1 ปราศจากความระมัดระวังไม่รอบคอบและไม่สุจริตนั้น เป็นเพียงเหตุผลประกอบเท่านั้น ไม่ใช่เป็นประเด็นโดยตรง ข้อวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองจึงไม่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานนอกฟ้องและนอกประเด็นปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ในประการต่อไปมีว่า
บริษัทจำเลยที่ 1 มีทางหวังจะกลับฟื้นตัวได้ และสมควรเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4ที่ 6 และที่ 7 ฎีกาว่า บริษัทจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินเป็นที่ดินมูลค่า 1,000 ล้านบาท การที่บริษัทจำเลยที่ 1 ขาดทุนอยู่เป็นเงินเพียง 26 ล้านบาทเศษ น่าจะแก้ไขได้หากได้รับความร่วมมือจากกรรมการฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ แต่กรรมการและผู้ถือหุ้นฝ่ายโจทก์นอกจากจะไม่ยอมใช้ความรู้ความสามารถเข้าช่วยเหลือบริษัทจำเลยที่ 1 แล้ว ยังพยายามขัดขวางมิให้ฝ่ายจำเลยแก้ไขปัญหาได้ และกลับปล่อยให้บริษัทจำเลยที่ 1 ขาดทุนตลอดเวลานั้นจากฎีกาของจำเลยดังกล่าวนอกจากจะไม่ได้เสนอหนทางหรือวิธีการแก้ไขปัญหาขาดทุนของจำเลยที่ 1 แล้ว
กลับเป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่มีทางที่จะกลับฟื้นตัวให้มีกำไรหรือระงับการขาดทุนต่อไปได้ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นสมควรให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 1ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1251 มิได้มุ่งหมายที่จะให้ผู้ที่เป็นกรรมการของบริษัทเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทเสมอไปไม่ เพราะมีข้อยกเว้นไว้ว่าถ้าหากมีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ผู้ชำระบัญชีของบริษัทก็จะต้องเป็นไปตามข้อบังคับนั้น ๆ และถ้าหากกรรมการของบริษัทไม่อาจเข้าเป็นผู้ชำระบัญชีได้ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ และข้อบังคับของบริษัทไม่ได้กำหนดเรื่องผู้ชำระบัญชีไว้ กรณีย่อมต้องด้วยวรรค 2 ของมาตรา 1251 นี้ คือไม่มีผู้ชำระบัญชี ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิร้องขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีได้
มิฉะนั้นบทบัญญัติของมาตรา 1251 ย่อมไร้ผล ไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่กรณีใด ๆ ได้ ข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้ว่ากรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยมีเหตุไม่ลงรอยกัน ไม่อาจชำระบัญชีร่วมกันได้ และไม่ปรากฎว่ามีข้อบังคับของบริษัทจำเลยที่ 1 กำหนดเรื่องผู้ชำระบัญชีไว้ โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิขอให้ตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทจำเลยที่ 1ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1251 วรรคสอง ได้นายจำรัส ปิงคลาศัยจบการศึกษาทางด้านบัญชีและเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ทั้งเต็มใจที่จำเป็นผู้ชำระบัญชีให้บริษัทจำเลยที่ 1ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 1 และตั้งนายจำรัส ปิงคลาศัย เป็นผู้ชำระบัญชีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยพิพากษายืน