คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาโจทก์ขอบังคับคดีโดยอ้างว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินงวดที่ ๓ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ยึดทรัพย์จำเลย จำเลยขอให้เพิกถอนการยึดและงดการขายทอดตลาดทรัพย์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการยึดและงดการขายทอดตลาด ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่า จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินงวดที่ ๓ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ สัญญาประนีประนอมยอมความมีสาระสำคัญว่าจำเลยยอมชำระหนี้ให้โจทก์งวดละ ๑๐,๐๐๐ บาท งวดแรกวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ และงวดต่อไปทุก ๆ ๓ เดือน จนกว่าจะครบหนี้ ผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมดศาลฎีกาเห็นว่า การนับระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความจะต้องคำนวณตามปฏิทินในราชการ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙ ดังนั้น การชำระหนี้งวดที่ ๒ จึงครบกำหนดชำระวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๓๐ และงวดที่ ๓ ครบกำหนดวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๓๐ การที่จำเลยนำเงินงวดที่ ๓ ไปชำระให้โจทก์เมื่อปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๓๐ เป็นการเลยกำหนดเวลาตามที่ตกลงกันไว้ เป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ และถือว่าเป็นการผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๔ วรรคสอง
โจทก์จึงมีสิทธิขอบังคับคดีได้ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์จำเลยตกลงกันให้จำเลยชำระไม่ตรงวันที่ ๑ ของเดือนก็ได้แต่ไม่ให้ข้ามงวดนั้น โจทก์กล่าวในคำแก้ฎีกาว่าไม่เป็นความจริง เมื่อโจทก์ไม่ยอมรับว่ามีข้อตกลงกันดังที่จำเลยอ้าง ศาลก็ต้องถือตามที่โจทก์จำเลยได้ตกลงกันไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น
Result
พิพากษายืน.