Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 180/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

แม้โจทก์มีบ. ประจักษ์พยานยืนยันว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์และฆ่าผู้ตายเพียงปากเดียวแต่บ. มีโอกาสเห็นคนร้ายหลายครั้งและเห็นจำเลยที่2ในตลาดซึ่งแสงไฟฟ้าส่องสว่างบ.มีอาชีพเป็นยามมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยในตลาดย่อมมีความระมัดระวังและต้องใช้ความสังเกตเป็นพิเศษเพราะจำเลยที่2ขับรถจักรยานยนต์มาวนเวียนอยู่ที่ตลาดหลายเที่ยวในเวลายามวิกาลเป็นการผิดปกติโดยเฉพาะตอนที่บ. เดินไปตีระฆังบอกเวลาได้เดินสวนกับจำเลยที่2ซึ่งนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ที่ซึ่งมีแสงไฟนีออนส่องสว่างเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวจำเลยที่2มาให้ดูหลังเกิดเหตุประมาณ19ชั่วโมงบ. ก็ยืนยันทันทีโดยไม่ลังเลว่าจำเลยที่2เป็นคนร้ายทั้งระบุด้วยว่าเพื่อนจำเลยที่2ที่ถูกจับมาด้วยอีกคนหนึ่งไม่ใช่คนร้ายบ. ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่2มาก่อนคำพยานมีเหตุผลและมีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่าจำเลยที่2ได้ไม่ผิดตัว

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี,83, 371, 33, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบหัวกระสุนปืนของกลาง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 3,500 บาท แก่เจ้าของกับนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1003/2535ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 192/2536 ของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องภายหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธและจำเลยทั้งสองรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 มาตรา 83 มาตรา 371พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ วรรคแรก, 72 วรรคแรก, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ในกระทงความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้ลงโทษประหารชีวิตในกระทงความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ในกระทงความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ให้ลงโทษตามมาตรา 8 ทวิ วรรคแรก,72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว เป็นการรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน และไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณากรณีไม่มีเหตุบรรเทาโทษ และเมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1แล้ว ก็ไม่อาจลงโทษให้หนักขึ้นกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 ตรี หรือลงโทษจำคุกอีกได้คงให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1สถานเดียว จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี มาตรา 83 ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้ลงโทษประหารชีวิตและเมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วก็ไม่อาจลงโทษให้หนักขึ้นอีกกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ได้อีกริบหัวกระสุนปืนของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 3,500 บาท แก่เจ้าของ

ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1003/2535 หมายเลขแดงที่ 1255/2537 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 192/2536 หมายเลขแดงที่ 538/2538(ที่ถูกเป็น 528/2538) ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1255/2537 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 จึงไม่มีโทษให้นับต่อได้ สำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจนับโทษต่อได้เช่นเดียวกัน คำขออย่างอื่นให้ยกจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ข้อหาชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) คงจำคุกตลอดชีวิต นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 1255/2537และหมายเลขแดงที่ 528/2518 (ที่ถูกเป็น 528/2538) ของศาลชั้นต้นนอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง นายนิพนธ์เฉลยคราม ผู้ตายถูกคนร้ายสองคนคือจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำและพระเลี่ยมทองคำโดยคนร้ายได้ทรัพย์ไปบางส่วน แล้วคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์มีนายบุญยืน บัวศรีซึ่งทำหน้าที่เป็นยามอยู่ในตลาดอ่างทองบริเวณที่เกิดเหตุเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 1 นาฬิกา พยานเห็นจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายวนไปมาอยู่ในตลาดอ่างทองหลายเที่ยวจนกระทั่งเวลา 3 นาฬิกา

พยานเดินไปตีระฆังบอกเวลาพบจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 จอดรถจักรยานยนต์อยู่ที่หน้าร้านแสงเจริญ พยานเดินผ่านจำเลยทั้งสองแล้วไปนั่งอยู่ที่หน้าป้อมตำรวจ ระหว่างนั้นมีรถยนต์กระบะสีแดงแล่นไปจอดที่ถนนห่างพยานประมาณ 60 เมตร มีแม่ค้า 5 ถึง 6 คน ลงจากรถไปซื้อสินค้า ที่กระบะท้ายรถยนต์มีชายคนหนึ่งนอนอยู่ ส่วนบนทางเท้ามีชายอีกคนหนึ่งใช้เสื่อปูนอน ต่อมาเวลา 3.10 นาฬิกา จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์วนไปมาแล้วมาหยุดอยู่ที่หน้ารถยนต์กระบะแล้วจำเลยทั้งสองลงจากรถ ทันใดนั้นมีเสียงดังแช๊ะ ชายคนที่นอนอยู่บนทางเท้าลุกขึ้นวิ่งหนีเข้าไปในซอยที่มีแผงลอยขายของวางอยู่แล้วจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์หลบหนี พยานเดินเข้าไปดูที่รถยนต์กระบะพบชายคนที่นอนอยู่บนรถเดินลงมาจากรถบอกแก่พยานว่าให้ช่วยนำส่งโรงพยาบาลชายคนนี้มีเลือดออกที่ปากพยานเข้าใจว่าถูกตีพยานเห็นในมือของชายคนดังกล่าวกำสร้อยคอทองคำไว้ระหว่างนั้นมีญาติของชายดังกล่าวพานำส่งโรงพยาบาลส่วนพยานไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เห็นว่า แม้โจทก์จะมีนายบุญยืนเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่พยานมีโอกาสเห็นคนร้ายหลายครั้งและเห็นจำเลยที่ 2 ในตลาดซึ่งแสงไฟฟ้าส่องสว่าง พยานมีอาชีพเป็นยามมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยในตลาดย่อมจะมีความระมัดระวังและต้องใช้ความสังเกตเป็นพิเศษเพราะจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์มาวนเวียนอยู่ที่ตลาดหลายเที่ยวในเวลายามวิกาลเป็นการผิดปกติโดยเฉพาะตอนที่พยานเดินไปตีระฆังบอกเวลา 3 นาฬิกา พยานเดินสวนกับจำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ที่หน้าร้านแสงเจริญซึ่งมีแสงไฟนีออนส่องสว่าง พยานได้สังเกตุดูจำเลยที่ 2และรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับด้วย และในวันเดียวกันเวลา22 นาฬิกา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวจำเลยที่ 2 มาให้พยานดูพยานก็ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันทีโดยไม่ลังเลว่าจำเลยที่ 2เป็นคนร้ายซึ่งขับรถจักรยานยนต์มาจอดหน้ารถยนต์กระบะของผู้ตายในคืนเกิดเหตุ

ทั้งระบุด้วยว่าเพื่อนจำเลยที่ 2 ที่ถูกจับมาด้วยอีกคนหนึ่งไม่ใช่คนร้าย โดยที่ระยะเวลาเกิดเหตุกับตอนที่พยานพบและยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายห่างกันเพียงประมาณ 19ชั่วโมงเชื่อว่าพยานจำจำเลยที่ 2 ได้ไม่ผิดตัว พยานไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน คำพยานมีเหตุผลและมีน้ำหนักน่าเชื่อถือที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามฟ้องกับนายเสน่ห์ ผลชล ซึ่งเป็นน้องชายจำเลยที่ 2 และมีรูปร่างหน้าตาคล้ายจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่าแม้จำเลยที่ 1 จะมาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 2 ในทำนองเดียวกันว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องกับนายเสน่ห์ซึ่งเป็นน้องชายจำเลยที่ 2 และมีรูปร่างหน้าตาคล้ายจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยที่ 2 อ้างก็ตาม แต่ปรากฎว่าในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1กลับให้การว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับนายกริชณ์หรือโอ

นิ่มน้อยซึ่งเป็นเพื่อนจำเลยที่ 1 ชิงทรัพย์ผู้ตายซึ่งแตกต่างขัดแย้งไปจากที่ให้การในชั้นศาล พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 จึงไม่น่าเชื่อถือและไม่มีน้ำหนักพอที่จะฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นแต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1ใช้เงินจำนวน 3,500 บาท เป็นค่าพระเลี่ยมทองคำ 1 องค์ราคา 2,500 บาท ตะขอทองคำ 1 อัน ราคา 1,000 บาท ที่ถูกชิงทรัพย์ไปแก่เจ้าของนั้น ปรากฎตามคำเบิกความของนางตะภาค จำนงค์เวช ภรรยาผู้ตายว่า ตะขอที่คล้องสร้อยคอนั้นมีคนเก็บได้และนำมาคืนให้แก่พยานแล้ว ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน3,500 บาท แก่เจ้าของจึงไม่ถูกต้อง และปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ฎีกาศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงิน2,500 บาท แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

Matter details

Panel of judges
จำลอง สุขศิริ · เสริม บุญทรงสันติกุล · สมบัติ เดียวอิศเรศ
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

Supreme Court Judgment No. 1207/2567

การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่…

Supreme Court Judgment No. 125/2567

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้…

Supreme Court Judgment No. 740/2566

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อ…

Supreme Court Judgment No. 514/2566

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดย…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up