คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยมิให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับนาของโจทก์กับให้ใช้ค่าเสียหายจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์คดีได้ความว่า นาพิพาทเป็นที่มือเปล่าเดิมเป็นของนายดือแม น้องเขยจำเลย นายดือแมได้ทำหนังสือสัญญาขายนานี้ให้แก่นายสะตาปอเป็นเงิน 100 บาท โดยทำสัญญาซื้อขายกันที่อำเภอ ต่อมาอีก 2 ปี นายดือแมเอาเงินนายแอกาจิไปซื้อกลับคืนมาให้นายแอกาจิทำ ต่อมาอีกได้เอาเงินจำเลยไปไถ่คืนมาจากนายแวกาจิ แล้วยกนาพิพาทให้จำเลย ๆ ได้เข้าครอบครองเป็นเจ้าของมา 10 ปี โดยไม่มีใครเกี่ยวข้องจนเมื่อ พ.ศ. 2490 นายสะตาปอขายนาพิพาทให้โจทก์จำเลยคัดค้านในที่สุดทางอำเภอทำสัญญาซื้อขายให้โจทก์ แต่จำเลยยังคงครอบครองที่นาต่อมา โจทก์จึงฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ที่นาพิพาทเป็นที่มือเปล่า
ผู้ที่ครอบครองคงมีแต่สิทธิครอบครองเท่านั้นนายสะตาปอได้สละสิทธิครอบครองให้กลับคืนไปเป็นของนายดือแมตามเดิมนายดือแมยกให้จำเลย ๆ ปกครองติดต่อตลอดมาเป็นเวลา 10 ปีแล้วจำเลยย่อมได้สิทธิครอบครองโจทก์ผู้รับโอนที่พิพาทจากนายสะตาปอไว้โดยรู้อยู่แล้วว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองในที่พิพาทเพราะเมื่อโจทก์ไปรังวัดจะซื้อที่พิพาทจำเลยได้คัดค้านไว้จนโจทก์รังวัดไม่ได้ จึงฟังว่าโจทก์ซื้อที่รายพิพาทไว้โดยสุจริตไม่ได้ มาตรา 1299, 1300 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงไม่ช่วยคุ้มครองโจทก์จึง
Result
พิพากษายืน