Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1809/2554

พ.ศ. 2554 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความผิดข้อหาก่อสร้างดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเกิดขึ้นนับแต่วันทำการก่อสร้างอาคารต่อเนื่องกันไปจนถึงวันปลูกสร้างอาคารเสร็จ อายุความฟ้องร้องต้องนับถัดจากวันที่ก่อสร้างดัดแปลงเสร็จลง มิใช่เป็นความผิดต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาที่ผู้กระทำยังไม่ได้รื้ออาคาร ส่วนเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้รื้อถอนหรือร้องขอต่อศาลให้บังคับให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารรื้อถอนได้เสมอตราบเท่าที่อาคารที่ฝ่าฝืนยังคงอยู่ เป็นเรื่องความรับผิดในทางแพ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดข้อหาก่อสร้างดัดแปลงอาคารเพื่อใช้เป็นอาคารพาณิชยกรรมขายอาหารตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21 ต้องระวางโทษตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง จำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และถือเป็นการกระทำอันเกี่ยวกับอาคารเพื่อพาณิชยกรรมตามมาตรา 70 ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น จึงระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี อายุความฟ้องร้องมีกำหนด 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (4) เมื่อการก่อสร้างดัดแปลงอาคารได้เสร็จลงก่อนวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 จึงเกินกว่า 5 ปี ล่วงเลยกำหนดเวลาฟ้องร้อง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ การกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 66 ทวิ ต้องเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 ก่อนกล่าวคือกรณีแรกอาคารที่จำเลยก่อสร้างนั้นสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 41 กรณีที่สองอาคารที่จำเลยก่อสร้างไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นออกคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงเกิดขึ้น ข้อเท็จจริงที่ว่าอาคารก่อสร้างดัดแปลงโดยผิดกฎหมายสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้หรือไม่ จึงเป็นสาระสำคัญที่ต้องบรรยายมาในฟ้อง เพราะเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้ หาใช่เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาไม่ เมื่อโจทก์มิได้บรรยายในฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

Provisions the court ruled on

ป.อ. Section 95 ป.วิ.อ. Section 158 พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 Section 21 พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 Section 41 พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 Section 42

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม 2543 ถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2543 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยทั้งสองกับพวกอีกสองคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันก่อสร้างอาคารชั้นเดียวขนาดกว้าง 2.50 เมตร ยาว 32 เมตร รวม 80 ตารางเมตร เพื่อใช้เป็นอาคารพาณิชยกรรมขายอาหารและต่อเติมอาคารเป็นอาคารเก็บของอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียว ขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 12 เมตร รวม 36 ตารางเมตร ซึ่งเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม 2543 เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจพบการกระทำความผิดดังกล่าว จึงมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารภายใน 30 วัน

จำเลยทั้งสองทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2543 เมื่อครบกำหนดจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอนอาคารจึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงาน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 32, 40, 42, 47, 65, 66 ทวิ, 70 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และปรับตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองกับพวกจะรื้อถอนอาคารและปฏิบัติให้ถูกต้องตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่ง, 66 ทวิ, 70 ประกอบมาตรา 32, 40, 42 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานก่อสร้างอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ปรับคนละ 60,000 บาท ฐานฝ่าฝืนไม่รื้อถอนอาคารตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ปรับคนละ 60,000 บาท รวมปรับคนละ 120,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงให้ปรับคนละ 60,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้ปรับจำเลยทั้งสองอีกคนละ 2,000 บาทต่อวัน นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนอาคารตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหนึ่งในกรรมการ จำเลยทั้งสองร่วมกันก่อสร้างอาคารชั้นเดียวขนาดกว้าง 2.50 เมตร ยาว 32 เมตร รวม 80 ตารางเมตร เพื่อใช้เป็นอาคารพาณิชยกรรมขายอาหาร และร่วมกันต่อเติมอาคารเป็นอาคารเก็บของอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียวขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 12 เมตร รวม 36 ตารางเมตร ซึ่งเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และการก่อสร้างดัดแปลงอาคารดังกล่าวได้เสร็จลงก่อนวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม 2543 เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจพบการกระทำความผิดดังกล่าว จึงมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนภายใน 30 วัน

จำเลยทั้งสองทราบคำสั่งแล้วเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2543 แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ในข้อหาก่อสร้างดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ความผิดข้อหาดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคาร การกระทำอันจะเกิดเป็นความผิดขึ้นจึงย่อมนับแต่วันทำการก่อสร้างอาคารต่อเนื่องกันไปจนถึงวันปลูกสร้างอาคารเสร็จอายุความฟ้องร้องย่อมนับถัดจากวันที่ก่อสร้างดัดแปลงเสร็จลงหาใช่เป็นความผิดต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาที่ผู้กระทำยังไม่ได้รื้ออาคารดังที่โจทก์อ้างไม่ ข้ออ้างของโจทก์เป็นเรื่องความรับผิดในทางแพ่งที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้รื้อถอนหรือร้องขอต่อศาลให้บังคับให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารรื้อถอนได้เสมอตราบเท่าที่อาคารที่ฝ่าฝืนยังคงอยู่

มิใช่กฎหมายมิอาจบังคับได้ดังที่โจทก์ฎีกา แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นคดีอาญาซึ่งความผิดข้อหาดังกล่าวตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21 ต้องระวางโทษตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง จำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และถือเป็นการกระทำอันเกี่ยวกับอาคารเพื่อพาณิชยกรรมต้องตามมาตรา 70 ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น จึงระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี อายุความฟ้องร้องมีกำหนด 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (4) เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าการก่อสร้างดัดแปลงอาคารดังกล่าวได้เสร็จลงก่อนวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 จึงเป็นเวลาเกินกว่า 5 ปี

ล่วงเลยกำหนดเวลาฟ้องร้องดังกล่าว ฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาดังกล่าวจึงขาดอายุความ มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ในข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2543 เจ้าพนักงานตรวจพบการกระทำความผิดจึงมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนภายใน 30 วัน จำเลยทั้งสองทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2543 เมื่อครบกำหนดจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอนอาคาร จึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 และ 42 มีบทลงโทษตามมาตรา 66 ทวิ ซึ่งความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นนั้น

พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 41 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำตามมาตรา 40 เป็นกรณีที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของอาคารยื่นคำขออนุญาตหรือดำเนินการแจ้งตามมาตรา 39 ทวิ หรือดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด..." และมาตรา 42 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำตามมาตรา 40 เป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องหรือเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 41 ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคุมงานหรือดำเนินการรื้อถอนอาคารนั้นทั้งหมดหรือบางส่วน..." ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่จะเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 66 ทวิ

จะต้องเป็นการที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารตามบทบัญญัติมาตรา 42 ก่อนกล่าวคือ กรณีแรกอาคารที่จำเลยก่อสร้างนั้นสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 41 กรณีที่สองอาคารที่จำเลยก่อสร้างไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นออกคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารดังกล่าวแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม เช่นนี้ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงเกิดขึ้น ข้อเท็จจริงที่ว่า อาคารก่อสร้างดัดแปลงโดยผิดกฎหมายสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้หรือไม่ จึงเป็นสาระสำคัญที่ต้องบรรยายมาในฟ้อง เพราะเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายบัญบัติไว้ หาใช่เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ฟ้องโจทก์ในข้อหานี้จึงไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สมยศ เข็มทอง · สิริรัตน์ จันทรา · ธนกฤษ์ นิติเศรณี
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3463/2563

ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 มีบทลงโทษตามมาตรา 66 ทวิ ความผิดดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารได้ตา…

Supreme Court Judgment No. 423/2555

พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ กำหนดให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นแจ้งคำสั่งให้รื้อถอนอาคารโดยทำเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้ซึ่งจะต้องรับคำสั่งดังกล่าว ณ ภูมิลำเนาของผู้นั้น และให้ป…

Supreme Court Judgment No. 7027/2552

ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ มาตรา 40 เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่จำเลยได้ทราบคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่งติดต่อกันไปจนถึงวันที่จำเลยดำเนินการ…

Supreme Court Judgment No. 5914/2545

จำเลยก่อสร้างอาคารไม่เว้นระยะห่างจากที่ดินข้างเคียงโดยฝ่าฝืนข้อบัญญัติท้องถิ่นของเทศบาลเมืองขอนแก่น จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯมาตรา 40 และ 42 มีบทลงโทษตามมาตรา 66 ทวิ แต่การกระทำของจำเ…

Supreme Court Judgment No. 2514/2541

โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ขอให้ลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารพ.ศ.2522 มาตรา 66 ทวิ วรรคสอง ซึ่งความผิดฐานขัดคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นดั…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up