คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเข้าหุ้นส่วนกันทำการซื้อข้าวสารมาจำหน่ายโจทก์ได้ออกทุนไปเป็นเงิน 32,800 บาท บัดนี้การค้าข้าวสารได้สิ้นสุดลงแล้ว จึงต้องเลิกหุ้นส่วนกับโจทก์ได้บอกเลิกและร้องขอให้จำเลยจัดการชำระบัญชี แต่จำเลยไม่ยอม จึงขอให้ศาลสั่งเลิกหุ้นส่วน หรือตั้งผู้ชำระบัญชีศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีมโนสาเร่ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 189 จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามศาลชั้นต้น จึงพิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า
โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้ศาลสั่งเลิกหุ้นส่วนและให้จำเลยชำระบัญชีหุ้นส่วนหรือตั้งผู้ชำระบัญชี โจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกทรัพย์สินอะไรไปจากจำเลย และโจทก์ไม่ได้ตั้งราคาทุนทรัพย์ที่เรียกร้องมาในฟ้อง โจทก์เสียค่าขึ้นศาล 15 บาทอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ จึงเป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมโนสาเร่
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงนั้นชอบแล้ว ส่วนปัญหาเรื่องการสืบแก้ไขเอกสารนั้น เห็นว่า การที่โจทก์จำเลยลงทุนเข้าหุ้นส่วนซื้อข้าวสารมาทำการค้าขายกัน ไม่มีกฎหมายบังคับไว้ว่าต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ฉนั้นจำเลยจึงนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างของตนได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว
Result
พิพากษายืน