คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีธนบัตรปลอมชนิดราคาใบละ ๑๐๐ บาท ๗ ฉบับ โดยรู้อยู่ว่าเป็นธนบัตรปลอมไว้ในกรรมสิทธิ์ความครอบครองเพื่อจำหน่าย ขอให้ลงโทษตามมาตรา ๒๐๓(๓) ,๒๐๗,๒๐๙ จำเลยปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยผิดตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๒๐๓(๓) แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๖ พ.ศ.๒๔๗๕ ให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด ๑๐ ปี ของกลางริบ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยมีไว้เพื่อจะจำหน่ายหรือเพื่อจะกระทำอย่างไรต่อไป โจทก์นำสืบไม่ได้ทั้งพฤติการณ์อันใดที่จะทำให้สันนิษฐานได้ว่าจำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายแล้วก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์ ของกลางคงริบ
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยความเห็นศาลอุทธรณ์ว่าในคดีอาญา โจทก์มีหน้าที่ที่จะต้องนำพิศูจน์ความผิดของจำเลย แต่โดยฉะเพาะความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๒๐๓(๓) นี้ จำแนกความผิดออกเป็นสองฐานคือฐานจำหน่ายธนบัตรปลอมโดยรู้ กับฐานมีธนบัตรดังกล่าวนั้นไว้เพื่อจะจำหน่าย ความผิดฐานหลังนำสืบเพียงว่ามีไว้เพื่อจำหน่ายก็เป็นความผิดได้แล้ว การมีธนบัตรปลอมไว้เพื่อจะจำหน่ายหรือจะทำอะไรนั้นยากที่คนภายนอกจะรู้ถึงจิตต์ใจและความนึกคิดของบุคคลผู้นั้นโดยถ่องแท้ได้ นอกจากจะประมวลพฤติการณ์ทั้งหลายที่ปรากฎในท้องสำนวนประกอบกันเป็นเรื่อง ๆ ไป คดีนี้จำเลยแสดงตนเป็นพระภิกษุ แต่ใบสุทธิประจำตัวบกพร่องเป็นที่น่าสงสัย ได้ทำตนเป็นคนหากินทางขายพระเครื่องรางในวัดเจ้าอาวาสในวัดนั้นห้ามแล้วไม่เชื่อ
จำเลยมีธนบัตรปลอมชนิดฉบับละ ๑๐๐ บาทถึง ๗ ฉบับในตัว ห่อไว้ต่างหากแยกคนละห่อกับธนบัตรดีพาเข้าไปในงานและพยายามจะทำการค้าขายพระด้วยดังนี้ เห็นว่าเป็นการเพียงพอที่จะให้รับฟังได้ว่า จำเลยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอมและมีไว้เพื่อจะจำหน่าย เมื่อจำเลยสืบหักล้างไม่ได้ก็ต้องมีผิด
Result
พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น