เนื้อความคำพิพากษา
โจทก์เอาที่ดินมีโฉนดพร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างขายฝากไว้กับจำเลยเป็นเงิน 3,000 บาทกำหนดไถ่ถอนได้ภายใน 5 ปี เมื่อขายฝากแล้ว โจทก์คงเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรายนี้ตลอดมา พอจวนครบกำหนดไถ่ถอนตามสัญญา โจทก์ได้นำเงินไปขอไถ่ถอนที่รายนี้จากสามีจำเลย และตัวจำเลย สามีจำเลยและตัวจำเลยต่างบิดพริ้ว ขอเลื่อนเวลาไถ่ถอนไป โจทก์ยินยอมครั้นถึงกำหนดที่บอกเลื่อนไว้ โจทก์นำเงินไปขอไถ่ถอนอีกคราวนี้จำเลยปฏิเสธไม่ยอมให้ไถ่ถอน อ้างว่าเกินกำหนดแล้วและปรากฏว่าเกินกำหนดเวลาไถ่ถอนไป 29 วันจริง โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องจำเลย อ้างว่าจำเลยหลอกลวงและขอให้ศาลบังคับให้จำเลยรับไถ่ถอนศาลชั้นต้นเห็นว่า การที่ผัดผ่อนเวลาไถ่ถอน ไม่ทำให้กำหนดเวลาไถ่ถอนยืดยาวออกไปได้
เพราะจะเป็นการขยายเวลากำหนดไถ่ถอนซึ่งฝืนกฎหมาย เมื่อโจทก์มาขอไถ่ถอนเกินกำหนดในสัญญาจำเลยย่อมมีสิทธิ์ไม่ยอมให้ไถ่ถอนได้ พิพากษายกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์ไปพูดขอไถ่ถอน จำเลยตอบผลัดว่าสัญญายังไม่อยู่ ขอผัดไปวันหลัง โจทก์ยินยอมนั้น ยังไม่เป็นเหตุพอที่จะให้ถือว่า จำเลยได้เจตนาหลอกลวง หรือทำให้สิทธิ์ไถ่ถอนยืดออกไปได้ และจะยกมาตรา 5 มาปรับไม่ถนัดเพราะโจทก์ละเลยไม่ใช้สิทธิของตนเอง
Result
จึงพิพากษายืน