เนื้อความคำพิพากษา
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่บรรยายว่าโจทก์ประเมินราคาสินค้าต่อหน่วย หน่วยละเท่าใดในการเรียกเก็บอากรและภาษีขาเข้าราคาสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อเข้ามาเป็นราคาท้องตลาดของสินค้าในขณะที่สั่งซื้อ การประเมินราคาของโจทก์ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง และราคาประเมินมาตรฐานที่โจทก์กำหนดขึ้นในภายหลัง ไม่มีผลผูกพันจำเลยให้ต้องรับผิดต่อโจทก์ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมกันชำระเงินค่าอากรขาเข้าภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล และเงินเพิ่มรวม 100,860 บาท แก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินเพิ่มค่าอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ1 ต่อเดือนของค่าอากร 38,349.56 บาท เงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากต้นเงินภาษีการค้าจำนวน 7,620.07 บาทเงินเพิ่มภาษีบำรุงเทศบาลในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มภาษีการค้าเป็นเงินเดือนละ 7.62 บาท แต่ทั้งนี้เงินเพิ่มภาษีการค้าภาษีเทศบาลที่คิดแล้วก่อนฟ้องและจะติดต่อไปต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระคือจำนวน 7,620.07 บาท และ 762 บาท ตามลำดับ
นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ทั้งสองฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยได้สั่งสินค้าประเภทอะไหล่รถยนต์มีเฟืองเกียร์และเดือยหมูจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรและได้สำแดงราคาสินค้าเพื่อเสียค่าภาษีอากรตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 ไม่อาจประเมินราคาสินค้าในขณะนั้น จึงได้ชักตัวอย่างไว้ตรวจสอบ ต่อมาเจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากสินค้าประเภทและแหล่งเดียวกันที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรและได้สำแดงราคาไว้ตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5เป็นราคาที่สูงกว่าราคาที่จำเลยสำแดงไว้ในเอกสารหมาย
จ.2 และ จ.3เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 จึงเอาราคาสินค้าตามที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 เป็นเกณฑ์ในการประเมินภาษีรายนี้ข้อต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า จำเลยได้สำแดงราคาสินค้าไว้ต่ำกว่าราคาแท้จริงในท้องตลาดหรือไม่ เห็นว่าสินค้าที่จำเลยนำเข้าตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 นั้นได้นำเข้าเมื่อเดือนมิถุนายน 2519 กำหนดราคาชุดละ 41.86 เหรียญสหรัฐ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 ได้ตรวจสอบและวิเคราะห์โดยเทียบกับราคาสินค้าตามที่สำแดงไว้ในเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ซึ่งในเอกสารหมาย จ.4 กำหนดราคาชุดละ 47.87 เหรียญสหรัฐ และเอกสารหมาย จ.5 กำหนดราคาชุดละ 54.90 เหรียญสหรัฐ ตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นราคาสินค้าในเดือนตุลาคม 2517 และตามเอกสารหมาย
จ.5 เป็นราคาสินค้าในเดือนพฤศจิกายน 2519 เห็นได้ว่าราคาที่นำมาเปรียบเทียบ ราคาแรกเป็นราคาก่อนที่จำเลยนำเข้าปีเศษ และอีกราคาหนึ่งเป็นราคาหลังจากที่จำเลยนำเข้าประมาณ 5 เดือนเห็นว่าการเรียกเก็บค่าภาษีอากรและกฎหมายศุลกากรให้ประเมินอากรตามราคาแท้จริงในท้องตลาดแห่งของนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 กำหนดราคาของที่นำเข้าให้จำเลยเสียค่าภาษีอากรโดยเปรียบเทียบกับราคาของที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5ราคาดังกล่าวจะเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาดในขณะที่จำเลยนำเข้าหรือไม่ พยานโจทก์มีนายประพฤติ ราชูภิมล ซึ่งเป็นผู้ประเมินอากรรายนี้เบิกความว่า ได้ค้นพบเอกสารหมาย จ.4 ที่กองประเมินเก็บไว้ในแฟ้ม ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของสินค้าประเภทนี้
พยานจึงเอามาเป็นเกณฑ์ในการประเมิน โดยถือว่าเป็นราคาท้องตลาดของสินค้าและพยานยังเบิกความต่อไปว่าราคาสินค้านั้นอาจขึ้นลงได้ ตามคำของพยานปากนี้ แสดงว่าถือเอาราคาตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาดสำหรับสินค้ารายนี้ เพราะเป็นราคาสูงสุดของสินค้าประเภทนี้ที่เคยนำเข้า แต่ราคาสูงสุดดังกล่าวเป็นราคาสินค้าที่ได้นำเข้าก่อนสินค้าจำเลยถึงปีเศษ ราคาย่อมเปลี่ยนแปลงเสมอ ราคาที่นำมาเปรียบเทียบจึงไม่มีหลักฐานใดสนับสนุนว่าเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาดสำหรับสินค้าที่จำเลยนำเข้าส่วนสินค้าที่นำเข้าภายหลังมีราคาสูงขึ้นนั้นก็มิใช่เป็นข้อที่แสดงว่าราคาอันแท้จริงในท้องตลาดในขณะที่จำเลยนำเข้าจะมีราคาสูงตามไปด้วยดังที่เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ประเมิน
เมื่อจำเลยมีหลักฐานเกี่ยวกับราคาสินค้าที่ซื้อขายและสำแดงไว้ในเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าราคาสินค้าที่จำเลยสำแดงเพื่อเสียภาษีต่ำกว่าราคาที่โจทก์ถือเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาดเพื่อเป็นการประเมินเรียกเก็บภาษี จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้สำแดงราคาสินค้าไว้ต่ำกว่าราคาแท้จริงในท้องตลาด..."
Result
พิพากษายืน.