คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 69,733 บาท และให้ใช้เงินแก่โจทก์ที่ 2 ที่ 3 จำนวน 82,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยทั้งห้าไม่ชำระ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาด นางอรุณรัตน์ อึ้งโสภาพงษ์ประมูลให้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 160,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอนุญาตให้ขายที่ดินดังกล่าวแก่นางอรุณรัตน์จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าราคาที่ขายต่ำไปศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน และยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า
กรณีไม่มีเหตุสมควรที่จะสั่งให้งดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยที่ 2 ที่ขายทอดตลาดไปแล้วให้ยกคำร้องจำเลยที่ 2 ฎีกาทั้งสองสำนวนศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ยกคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แต่ฎีกาของจำเลยที่ 2 กลับอ้างแต่เหตุอันควรเพิกถอนการขายทอดตลาดว่าราคาต่ำไป และมีคำขอท้ายฎีกาขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเท่านั้น จำเลยที่ 2 หาได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงในฎีกาเพื่อคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1ที่ยกคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคแรก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2 ทั้งสองสำนวน