คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องเรียกค่าบำเหน็จเนื่องจากเป็นนายหน้าขายบ้านให้จำเลยสำเร็จ
จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่เคยตกลงให้โจทก์เป็นนายหน้า ในการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานโจทก์และขอให้เรียกจำเลยมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ปากที่สอง จำเลยคัดค้าน ศาลจึงสั่งว่าให้สืบพยานคนอื่น ๆ ของโจทก์ให้หมดเสียก่อนแล้วจึงให้สืบตัวจำเลยในฐานะพยานโจทก์และพยานจำเลยไปพร้อมกันโจทก์กลับแถลงว่าโจทก์ไม่ขอสืบพยานคนอื่น ๆ ก่อน เพราะจะทำให้เสียเปรียบ จำเลยจึงแถลงว่าไม่ขอสืบพยานเหมือนกัน
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้สืบตัวจำเลยในฐานะเป็นพยานโจทก์จำเลยพร้อมกันหลังจากที่โจทก์นำสืบพยานโจทก์คนอื่น ๆ หมดแล้วนั้น หาใช่คำสั่งที่ไม่ให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานไม่ แต่เป็นคำสั่งที่ศาลใช้ดุลพินิจสั่งตามหน้าที่ที่เป็นผู้ควบคุมการพิจารณาคดีให้รวดเร็วและเที่ยงธรรมคำสั่งนี้ชอบแล้ว การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งทำพร้อมกับการอุทธรณ์คำพิพากษานั้น ชอบที่จะทำรวมกันมาในคำฟ้องอุทธรณ์หรือในคำแก้อุทธรณ์ฉบับเดียวกันแล้วแต่กรณี และศาลอุทธรณ์ชอบที่จะวินิจฉัยปัญหาทั้งหมดนั้นรวมในคำพิพากษาฉบับเดียวกันได้ ไม่เป็นการขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 239 เพราะมาตรานี้เป็นบทบัญญัติสำหรับกรณีที่มีการอุทธรณ์คำสั่งโดยที่ศาลชั้นต้นยังมิได้ชี้ขาดตัดสินคดีเท่านั้น การที่คู่ความไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลในเรื่องลำดับของการนำพยานเข้าสืบ จึงแถลงว่าไม่สืบพยานเช่นนี้ ไม่ใช่กรณีที่ศาลปฏิเสธไม่สืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(2)
Result
พิพากษายืน.