คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 533,797 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 490,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 30,000 บาท แก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์อุทธรณ์
จำเลยอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระราคารถพิพาทจำนวน 490,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระราคาเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (29 พฤศจิกายน 2545) ต้องไม่เกิน 43,797 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ 750 บาท
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...
พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในชั้นฎีกาว่าขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 43 องค์การบริหารส่วนตำบลประกอบด้วยสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและคณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลตาม มาตรา 44 ตามมาตรา 59 (1) คณะกรรมการบริหารมีอำนาจหน้าที่บริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามมติ ข้อบังคับและแผนพัฒนาตำบลและรับผิดชอบการบริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบลต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และมาตรา 60 กำหนดให้ประธานกรรมการบริหารเป็นผู้แทนขององค์การบริหารส่วนตำบล จำเลยมีว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ เป็นประธานกรรมการบริหารตามคำสั่งแต่งตั้ง
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 จำเลยออกประกาศตามเอกสารหมาย จ.4 มีความประสงค์จะสอบราคาซื้อรถยนต์ 1 คัน ให้ผู้สนใจยื่นซองสอบราคาได้ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2544 ถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2544 วันที่ 8 สิงหาคม 2544 สภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยมีการประชุมสมัยวิสามัญสมัยที่ 3/2544 และมีมติให้ยกเลิกการซื้อรถยนต์ที่จำเลยได้ออกประกาศไว้ตามรายงานการประชุม (ท้ายคำให้การ) วันที่ 17 สิงหาคม 2544 จำเลยโดยว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาทกับโจทก์ตามสัญญาซื้อขาย วันที่ 20 สิงหาคม 2544 โจทก์ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทโดยมีว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์เป็นผู้รับมอบไว้ตามใบสำคัญรับรถ จำเลยมิได้ชำระราคารถยนต์คันพิพาทจำนวน 490,000 บาท แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลย วันที่ 5 กรกฎาคม 2545 มีผู้นำรถยนต์คันพิพาทมารับการตรวจซ่อมที่บริษัทโจทก์แล้วมิได้มารับรถยนต์คันดังกล่าว
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องชำระราคารถยนต์คันพิพาทแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 วรรคสอง ความประสงค์ย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของจำเลย ซึ่งขณะเกิดเหตุได้แก่ว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ประธานกรรมการบริหารจำเลยโดยว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ออกประกาศตามเอกสารหมาย จ.4 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 แสดงความประสงค์จะซื้อรถยนต์ 1 คัน ตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ โดยให้ยื่นซองเสนอราคาได้จนถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2544 แต่วันที่ 8 สิงหาคม 2544 สภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยได้มีการประชุมและมีมติยกเลิกความต้องการซื้อรถยนต์ดังกล่าว โจทก์ยื่นคำเสนอราคารถยนต์คันพิพาทวันที่ 9 สิงหาคม 2544 และทำสัญญาซื้อขายรถยนต์คันดังกล่าวกับว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2544 จึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า
สัญญาดังกล่าวผูกพันจำเลยหรือไม่ ซึ่งมีข้อที่จะต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยเป็นประการสำคัญคือ มติที่ประชุมของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2544 ที่ให้ยกเลิกความต้องการซื้อรถยนต์มีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 59 (1) บัญญัติให้คณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบลตามมติ ข้อบังคับและรับผิดชอบต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์จึงต้องผูกพันตามมตินี้ แต่โจทก์เป็นบุคคลภายนอก ความเกี่ยวพันระหว่างโจทก์ จำเลย กับว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ในฐานะตัวแทนของจำเลยย่อมต้องพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทน ซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 การออกประกาศซื้อรถยนต์ของจำเลยซึ่งเป็นตัวการโดยว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ซึ่งเป็นตัวแทนตามเอกสารหมาย
จ.4 เป็นเรื่องที่อยู่ภายในขอบอำนาจที่ตัวแทนทำได้แต่เมื่อมีมติที่ประชุมของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยยกเลิกความต้องการดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2544 การที่ว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ยังเข้าทำสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาทกับโจทก์ต่อมาในวันที่ 17 สิงหาคม 2544 ย่อมเป็นเรื่องที่ตัวแทนทำการอันเกินอำนาจตัวแทน กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา 822 ซึ่งสัญญาดังกล่าวจะใช้บังคับ ระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกับจำเลยซึ่งเป็นตัวการได้หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับว่าในทางปฏิบัติของจำเลยทำให้โจทก์มีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการซื้อขายรถยนต์คันพิพาทอยู่ในขอบอำนาจของว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ตัวแทน หรือไม่ กล่าวคือ โจทก์รู้หรือควรจะรู้หรือไม่ว่าสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยมีมติยกเลิกความต้องการรถยนต์ไปก่อนโจทก์เข้าทำสัญญาแล้ว
โจทก์มีนางสาวเกสร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ซึ่งได้รับมอบอำนาจให้ไปทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยเบิกความยืนยันว่าโจทก์มิได้รู้ถึงมติดังกล่าว จำเลยมิได้ถามค้านให้เห็นข้อพิรุธและมิได้นำสืบโต้แย้งหักล้างเรื่องนี้ จึงฟังได้ว่าโจทก์ไม่รู้ สำหรับปัญหาว่าโจทก์ควรรู้ หรือไม่นั้น นายไพบูลย์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า จำเลยไม่เคยแจ้งมติดังกล่าวไปยังโจทก์ และตอบคำถามติงว่า เหตุที่ไม่ได้แจ้งเพราะขณะที่มีมติยังไม่มีการทำสัญญาซื้อขายกับจำเลย และทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าได้มีการประกาศมติดังกล่าวให้บุคคลภายนอกทราบ เห็นว่า ตอนที่จำเลยประสงค์จะซื้อรถยนต์ได้มีการประกาศแก่บุคคลภายนอกตามเอกสารหมาย จ.4 ตามทางนำสืบของจำเลย
มติที่ให้ยกเลิกความต้องการใช้รถยนต์โดยที่ประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยตามรายงานการประชุม แม้จะเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง แต่เป็นกรณีที่ไม่ได้เป็นไปโดยปกติ มีการโต้แย้งอย่างชัดแจ้งจากว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ จนในที่สุดประธานสภาได้สั่งปิดประชุมไปแล้วแต่กรรมการที่เหลืออยู่อีกกึ่งหนึ่งดำเนินการประชุมต่อแล้วมีมติดังกล่าว โดยว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ไม่ได้อยู่ในที่ประชุม จึงต้องถือว่าเป็นการประชุมที่มีลักษณะพิเศษและย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่า ว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์จะไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว ดังนั้น แม้ขณะมีมติจะยังไม่มีการทำสัญญาซื้อขายกับบุคคลภายนอก แต่เมื่อในขณะต้องการซื้อรถยนต์ได้มีประกาศของจำเลยให้บุคคลภายนอกทั่วไปทราบแล้ว
การจะทำให้บุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องทราบมติที่ยกเลิกดังกล่าวย่อมสมควรทำโดยประกาศหรือวิธีการอื่นใดในลักษณะเดียวกัน เพื่อให้บุคคลภายนอกได้ทราบว่า ว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ไม่มีอำนาจดำเนินการตามที่ประกาศไว้แล้ว ซึ่งอาจทำโดยประกาศของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยก็ได้ หากประกาศโดยจำเลยจะทำได้ลำบากเพราะว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์อาจไม่ยอมดำเนินการ เชื่อว่าหากโจทก์ได้ทราบแม้จะเป็นประกาศของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยก็คงจะไม่อยากเสี่ยงเข้าทำสัญญาแต่เมื่อไม่มีการดำเนินการใดๆ อันจะทำให้บุคคลภายนอกได้รู้ การมีมติดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการภายในอันไม่สามารถถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกควรรู้และแม้ว่าว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์จะลงชื่อในสัญญาซื้อขายโดยมิได้กำกับไว้ว่าทำการแทนจำเลย แต่ในตอนเริ่มต้นของสัญญาก็ได้กล่าวไว้ชัดเจนแล้วว่าเป็นการทำสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยจำเลยมีว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ทำการแทน
สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงมีผลสมบูรณ์ผูกพันระหว่างโจทก์จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 822 ประกอบมาตรา 820 เมื่อจำเลยโดยว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์รับมอบรถยนต์คันพิพาทจากโจทก์ ย่อมมีหน้าที่ต้องชำระราคาภายใน 30 วัน นับแต่วันดังกล่าวตามที่กำหนดไว้ เมื่อถึงกำหนดแล้วไม่ชำระย่อมต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาที่ต้องชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยนำสืบเช่นเดียวกับฎีกาว่า ว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์มิได้นำรถยนต์คันพิพาทไปขึ้นทะเบียนครุภัณฑ์ของทางราชการและนำรถยนต์คันดังกล่าวไปใช้เป็นการส่วนตัว เป็นเรื่องการภายในของจำเลยที่ต้องไปว่ากล่าวกันเอง หามีผลทำให้ความรับผิดที่มีต่อโจทก์เปลี่ยนแปลงไปไม่
ส่วนที่ฎีกาว่าโจทก์เข้าครอบครองรถยนต์คันพิพาทตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นมาถือว่าแสดงเจตนาเลิกสัญญากับจำเลยแล้วนั้น โจทก์นำสืบว่า มีเจ้าหน้าที่ของจำเลยนำรถยนต์คันพิพาทไปเข้าตรวจสอบและซ่อมในวันดังกล่าวตามปกติในระยะเวลาประกันตามใบสั่งซ่อมโดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นจึงเป็นกรณีที่จำเลยมีหน้าที่ต้องไปรับรถคืนเอง โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องนำมาส่งมอบคืนแก่จำเลยและไม่อาจถือเป็นกรณีที่โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
Result
พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาเป็นเงิน 3,000 บาท แทนโจทก์