Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1915/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยทั้งสองว่าจ้างให้ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปส่งระหว่างทางมีการบังคับให้ผู้เสียหายเข้าไปในกระท่อมแต่ผู้เสียหายไม่ยอม จำเลยที่ 2 เอามือรัดคอผู้เสียหายและดึงเอากุญแจมาส่งให้จำเลยที่ 1 ซึ่งนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่ เมื่อมีคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างเข้ามาช่วย จำเลยทั้งสองก็เอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายขับหลบหนีไป ก่อนจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปมีจำเลยคนหนึ่งพูดว่าให้ผู้เสียหายไปเอารถจักรยานยนต์คืนที่โรงเรียนวัด บ. แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองเพียงต้องการนำรถจักรยานยนต์คันที่ผู้เสียหายขับไปใช้ชั่วคราวโดยตั้งใจจะคืนให้ภายหลัง มิได้กระทำเพื่อเป็นการตัดกรรมสิทธิ์ตลอดไป จึงมิใช่เป็นการกระทำที่ถือว่าเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไป อันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 339 วรรคหนึ่ง, วรรคสองจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง ประกอบมาตรา 83ขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 อายุ 16 ปีเศษ จำเลยที่ 2 อายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุกคนละ 5 ปีพิเคราะห์รายงานสืบเสาะแล้ว จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเพราะถืออำนาจตามผู้ปกครองโดยไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี หลังเกิดเหตุยังไม่สำนึกในการกระทำโดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ถูกดำเนินคดีข้อหาพยายามฆ่าอีกคดีหนึ่ง อนาคตน่าห่วงใย อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว

พ.ศ. 2534 มาตรา 104(2)ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลางมีกำหนดคนละ 1 ปี นับแต่ถูกควบคุมตัวจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคหนึ่ง,391 ประกอบด้วยมาตรา 83 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 309 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำเลยทั้งสองมีอายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 75 จำคุกคนละ 3 เดือน ปรับคนละ 2,000บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 2 เดือน เป็นเวลา 1 ปี โดยให้พนักงานคุมประพฤติตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะจำเลยทั้งสองเพื่อหาสารยาเสพติดทุกครั้งที่มารายงานตัวตามมาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลางมีกำหนด 30 วัน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวพ.ศ. 2534 มาตรา 107โจทก์ฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองพบผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งขับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 2 ฮ-3000 ขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปตามถนนบรมราชชนนี ร้อยตำรวจเอกยงยศ ซื่อสัตย์คมสัน เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลตลิ่งชัน ซึ่งได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุกรุงธนให้สกัดจับคนร้ายที่ก่อเหตุชิงทรัพย์ที่สถานีตำรวจนครบาลท่าข้าม ได้พบว่าจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์มีหมายเลขทะเบียนตรงตามที่รับแจ้งมา จึงจับจำเลยทั้งสองมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่าขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองว่าจ้างให้ผู้เสียหายที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่บ้านตาโชติระหว่างทางมีการบังคับให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปในกระท่อมในซอยแยกแต่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยอมจำเลยที่ 2 เป็นคนเอามือรัดคอผู้เสียหายที่ 2และดึงเอากุญแจมาส่งให้จำเลยที่ 1 ซึ่งนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่เมื่อมีคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างคันหนึ่งเข้ามาช่วยจำเลยทั้งสองก็เอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 ขับหลบหนีไป แต่ผู้เสียหายที่ 2เองเบิกความต่อไปอีกว่า

ก่อนจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปมีจำเลยคนหนึ่งพูดว่าให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปเอารถจักรยานยนต์คืนที่โรงเรียนวัดบางกระดี่ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกยงยศ ซื่อสัตย์คมสัน พยานโจทก์อีกปากหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่จับจำเลยว่า ขณะจับกุมจำเลยทั้งสองนั้น จำเลยทั้งสองเล่าให้ฟังว่าผู้เสียหายที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างและมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับบิดาจำเลยที่ 1 หรือบิดาจำเลยที่ 2 พยานจำไม่ได้แน่ และเพื่อเป็นการแก้แค้น จำเลยทั้งสองได้ว่าจ้างให้ผู้เสียหายที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปส่ง พอถึงบริเวณกลางทางมีการพูดขู่ว่าจะข่มขืนผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 เกิดความกลัวได้ทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้

จำเลยทั้งสองจึงขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมาเห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์เป็นการเจือสมกับข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองที่ว่าจำเลยทั้งสองเพียงต้องการนำรถจักรยานยนต์คันที่ผู้เสียหายที่ 2 ขับไปใช้ชั่วคราวเท่านั้นโดยตั้งใจจะคืนให้ภายหลัง จะเห็นได้ว่าหากจำเลยทั้งสองมีเจตนาจะเอาทรัพย์ไปเป็นการถาวรอันเป็นลักษณะตัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าทรัพย์จริงแล้วก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องบอกผู้เสียหายที่ 2 เช่นนั้น ซึ่งดูเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของคนร้ายอย่างยิ่ง สำหรับสาเหตุที่เกิดเรื่องครั้งนี้ก็น่าเชื่อว่าเพราะจำเลยทั้งสองโกรธแค้นที่มีข่าวลือว่าผู้เสียหายที่ 2ไปมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับบิดาจำเลยที่ 1 จึงก่อเหตุคดีนี้ขึ้นจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาพฤติการณ์แห่งคดี ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า

จำเลยทั้งสองเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2ไปใช้ชั่วคราว มิได้กระทำเพื่อเป็นการตัดกรรมสิทธิ์ตลอดไป จึงมิใช่เป็นการกระทำที่ถือว่าเอาทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 2 ไป อันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อเป็นดังนี้จำเลยทั้งสองก็ไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สุเมธ ตังคจิวางกูร · สมพล สัตยาอภิธาน · วิชา มหาคุณ
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2966/2568

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้ก…

Supreme Court Judgment No. 1750/2568

ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัต…

Supreme Court Judgment No. 1546/2568

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 17…

Supreme Court Judgment No. 811/2568

ในการชิงทรัพย์จำเลยสวมหมวกนิรภัย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุปรากฏว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก โดยจำเลยมิได้สวมหมวกนิรภัย แต่ช่วงเวลาที่จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์คดีนี้แล้วหล…

Supreme Court Judgment No. 3328/2562

คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) (6) (7) 339 วรรคท้าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) (6) (7) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up