คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจมียากรีโซวิน 250 เม็ด ยาท๊อกไมซิน 150 แคปซูล ยายูโรเซ็บ 800 แคปซูล ยาเพ็นนิซิลิน 900 เม็ด ซึ่งเป็นยาสิ้นอายุตามที่แสดงไว้ในสลากแล้วไว้ในความครอบครองของจำเลยเพื่อขาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ฯลฯจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 4, 72, 75, 121, 126 จำคุก 1 เดือน ปรับ 3,000 บาทลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 15 วัน ปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกเปลี่ยนเป็นกักขัง 15 วัน ริบของกลางจำเลยอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษตามมาตรา 121 วรรคสองศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 121 บัญญัติว่า "ผู้ใดขายหรือนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งยาเสื่อมคุณภาพ
อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72(3) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสามพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับถ้าผู้กระทำการตามวรรคหนึ่งกระทำโดยไม่รู้ว่าเป็นยาเสื่อมคุณภาพ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามพันบาท"เมื่อได้พิจารณาคำฟ้องของโจทก์ซึ่งมีใจความว่า "จำเลยบังอาจมียาซึ่งเป็นยาสิ้นอายุตามที่แสดงไว้ในสลากแล้ว (ยาเสื่อมคุณภาพ) ไว้ในความครอบครองเพื่อขาย" แล้วจะเห็นได้ว่าข้อความ "มีไว้เพื่อขาย" มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า "ขาย" ตามบทวิเคราะห์ศัพท์ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ฉะนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงได้ความตรงตามมาตรา 121 วรรคแรก แล้ว ซึ่งความผิดตามมาตรานี้ต้องการเพียงเจตนาธรรมดาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 เท่านั้น เมื่อโจทก์ใช้คำว่า"บังอาจ" ก็เป็นการแสดงความหมายอยู่ในตัวว่าจำเลยเจตนากระทำผิดกฎหมาย โจทก์หาจำต้องกล่าวในคำฟ้องว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นยาเสื่อมคุณภาพดังที่จำเลยฎีกาขึ้นมาไม่ เมื่อจำเลยรับสารภาพตามฟ้องก็ย่อมลงโทษจำเลยได้พิพากษายืน