Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1927/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกเป็นความผิดต่อ รัฐ การฟ้องคดีของอัยการศาลทหารกรุงเทพ มิอาจถือ ได้ ว่าเป็นการฟ้องคดีอาญาแทนโจทก์ โจทก์จึงมิใช่คู่ความเดียว กับโจทก์ในคดีอาญาของศาลทหารกรุงเทพ ดังนั้นผลของคำพิพากษาคดีอาญาของ ศาลทหารกรุงเทพจึงไม่ผูกพันโจทก์และศาลที่พิจารณาคดีแพ่งหาจำต้องถือ ข้อเท็จจริงตาม ที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาไม่.

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้ สำนวนแรกนายสุกิจ เจริญอาชาชัย เป็นโจทก์ฟ้องพันโทมนู ศรฤทธิ์ชิงชัย เป็นจำเลย สำนวนหลังพันโทมนู ศรฤทธิ์ชิงชัยเป็นโจทก์ฟ้องนายสุกิจ เจริญอาชาชัย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนหลังเป็นโจทก์และเรียกจำเลยในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังเป็นจำเลยโจทก์สำนวนแรกฟ้องว่า จำเลยขับขี่รถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์ของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินทั้งสิ้น 69,620 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมด้วยดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์จำเลยให้การว่า เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทของโจทก์ฝ่ายเดียว ทำให้รถจำเลยต้องเสียหาย ซึ่งจำเลยได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์แล้ว สำหรับความเสียหายของรถโจทก์นั้นค่าซ่อมไม่เกิน 5,000 บาท และใช้เวลาซ่อมไม่เกิน 5 วัน

หากต้องเสียค่าจ้างรถแท็กซี่ไม่เกินวันละ 200 บาท เป็นเงินไม่เกิน 1,000 บาท ทั้งรถโจทก์ไม่เสื่อมราคาอย่างใด เพราะซ่อมเปลี่ยนอุปกรณ์รถใหม่ขอให้ยกฟ้องสำนวนหลังโจทก์ ซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนแรก ฟ้องว่า จำเลยขับขี่รถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่อชนรถยนต์ของโจทก์เสียหายเป็นเงิน 18,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยจำเลย (โจทก์ในสำนวนแรก) ให้การว่า เหตุครั้งนี้โจทก์ถูกฟ้องดำเนินคดีต่อศาลทหารกรุงเทพแต่ฝ่ายเดียว โจทก์มิได้เสียหายดังฟ้อง นอกจากนี้ความเสียหายเกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลย (โจทก์ในสำนวนหลัง)

ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ (จำเลยในสำนวนหลัง) เป็นเงิน 46,620 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลย (โจทก์ในสำนวนหลัง) ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนแทนโจทก์ (จำเลยในสำนวนหลัง) โดยกำหนดค่าทนายความ2,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาข้อกฎหมายทั้งสองสำนวนของจำเลยที่ว่าเกี่ยวกับเรื่องรถชนกันนี้โจทก์เป็นผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยขับขี่รถยนต์ประมาททำให้โจทก์เสียหายอัยการศาลทหารกรุงเทพได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลทหารกรุงเทพและโจทก์ไปเบิกความเป็นพยานโจทก์ในฐานะผู้เสียหายด้วย ผลที่สุดศาลทหารกรุงเทพได้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 155ก./2528ให้ยกฟ้องโจทก์

คดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาคดีอาญาของศาลทหารกรุงเทพดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยในคดีนี้ ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 54 และตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 914/2520 ระหว่างนางปรียา ทองพุฒ โจทก์นายสุรัตน์ นิตย์แสง กับพวก จำเลย จึงต้องฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าตามคำพิพากษาศาลทหารกรุงเทพ(ใช้กฎ 6 ต.ค. 19) คดีดำที่ 422ก./2527 คดีแดงที่ 145ก./2528ระหว่างอัยการศาลทหารกรุงเทพ โจทก์ พันโทมนู ศรฤทธิ์ชิงชัย จำเลยที่จำเลยอ้างถึงโดยโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าอัยการศาลทหารกรุงเทพได้ยื่นฟ้องจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เท่านั้น ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐโจทก์มิใช่ผู้เสียหาย จึงไม่อาจถือได้ว่าอัยการศาลทหารกรุงเทพฟ้องคดีอาญาแทนโจทก์ โจทก์ในคดีนี้จึงมิใช่คู่ความเดียวกับโจทก์ในคดีอาญาของศาลทหารกรุงเทพผลของคำพิพากษาคดีอาญาของศาลทหารกรุงเทพดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ศาลที่พิจารณาคดีแพ่งหาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาไม่ คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงต่างกับคดีนี้ปัญหาในสำนวนแรกตามฎีกาของจำเลยมีต่อไปว่า เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยหรือไม่เพียงใด...

ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าฝ่ายจำเลยข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยขับรถยนต์เลี้ยวขวาตัดหน้ารถยนต์ที่โจทก์ขับขี่สวนทางมาในระยะกระชั้นชิด โดยจำเลยไม่ให้สัญญาณไฟเลี้ยว และไม่หยุดรอให้ถนนที่เป็นช่องทางเดินรถของรถที่แล่นสวนมาว่างเสียก่อน โจทก์จึงไม่สามารถหยุดรถหรือหลบหลีกได้ทัน เป็นเหตุให้รถของโจทก์ชนกับรถของจำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมชี้ชัดว่าจำเลยกระทำประมาทเลินเล่อต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหายฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
เคียง บุญเพิ่ม · พินิจ ฉิมพาลี · มีพาศน์ โปตระนันทน์
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2533 (ref. 109608)

คดีสำนวนหลังซึ่งจำเลยเป็นโจทก์เป็นคดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคแรก ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยมิได้ฎีกาคัดค้านในปัญหาข้อนี้ แต่กลับฎีกาว่าโจ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2530 (ref. 26557)

จำเลยที่ 1 ถูกอัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 3(อัยการจังหวัดมหาสารคาม) ฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลมณฑลทหารบกที่ 3(ศาลจังหวัดมหาสารคาม)ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บ และไม่หยุดช่วยเหลือ ห…

Supreme Court Judgment, B.E. 2530 (ref. 104866)

จำเลยที่ 1 ถูกอัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 3 (อัยการจังหวัดมหาสารคาม) ฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลมณฑลทหารบกที่ 3 (ศาลจังหวัดมหาสารคาม) ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บ และไม่หยุดช่วยเหลื…

Supreme Court Judgment No. 276/2520

ศาลทหารพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยโจทก์เป็นผู้เสียหายว่า เท่าที่โจทก์นำสืบยังมีข้อสงสัยฟังไม่ได้สนิทใจว่าเหตุที่เก…

Supreme Court Judgment No. 7640/2550

ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่า ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา โดยไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ให้นำข้อเท็จจริงที่ได้จากคำพิพากษาของคดีในส่วนแพ่งมาฟ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up