Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1956/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

พนักงานสอบสวนสอบคำให้การจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2542 ก่อน ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 ที่แก้ไขเพิ่มเติม โดย ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มีผลใช้บังคับ จึงเป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนไม่ต้องสอบถามจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ต้องหาว่าต้องการทนายความหรือไม่ก่อนเริ่มถามคำให้การจำเลยทั้งสองตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ บันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสองจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 339, 340 ตรี คืนรถจักรยานยนต์และสร้อยคอทองคำของกลางให้แก่เจ้าของ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนสร้อยคอทองคำหนึ่งในสามส่วนที่ชิงได้ไปหรือชดใช้ราคาเป็นเงิน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหาย บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1337/2540 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 616/2542 ของศาลชั้นต้น และนับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 และที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1060/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ และจำเลยทั้งสองรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้คืนรถจักรยานยนต์และสร้อยคอทองคำของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 มีอายุ 19 ปี มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแล้ว จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้ จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 15 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพขณะถูกแจ้งข้อกล่าวหาและในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 10 ปี บวกโทษจำคุก 9 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1337/2540 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี 9 เดือน

นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1396/2543 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 616/2542 และต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1396/2543 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนสร้อยคอทองคำที่ชิงได้ไปหรือชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหาย คืนสร้อยคอทองคำของกลางให้แก่ผู้เสียหาย และคืนรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่เจ้าของ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2542 เวลา 11.30 นาฬิกา มีคนร้าย 2 คน ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะร่วมกันชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำของนางภัทรียา ผู้เสียหาย โดยใช้อาวุธปืนจี้ขู่บังคับแล้วกระชากเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายไปได้ส่วนหนึ่งเนื่องจากผู้เสียหายใช้มือกำส่วนที่เหลือไว้ได้ วันรุ่งขึ้นเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองได้ในคดีอื่น และร้อยตำรวจโทเมธี พนักงานสอบสวนซึ่งรับแจ้งความไว้จากผู้เสียหายได้สอบสวนจำเลยทั้งสอง ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองรับว่าเป็นคนร้ายที่ชิงทรัพย์ผู้เสียหายไป จึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การ ร้อยตำรวจโทเมธีให้ผู้เสียหายไปนำชี้ที่เกิดเหตุ แล้วจัดทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุและแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุไว้ สอบคำให้การของผู้เสียหายและจัดให้ผู้เสียหายชี้ตัวจำเลยทั้งสองไว้ตามบันทึกคำให้การ นำจำเลยทั้งสองไปนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพตามบันทึกและภาพถ่ายประกอบ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 134/1 ดังกล่าวซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2547 มีผลใช้บังคับในวันที่ 24 ธันวาคม 2547 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา 134/1 วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีตรงกับที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 ร้อยตำรวจโทเมธีพนักงานสอบสวนสอบคำให้การจำเลยทั้งสองตามบันทึกคำให้การ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2542 ก่อนที่กฎหมายมาตรานี้จะใช้บังคับ จึงเป็นกรณีที่ไม่ต้องดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวตามที่จำเลยทั้งสองฎีกา บันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสอง รับฟังเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

จำเลยทั้งสองฎีกาเป็นอย่างเดียวกันเป็นประการที่สองว่า ไม่มีการจัดให้ผู้เสียหายชี้ตัวจำเลยทั้งสอง เห็นว่า การจัดให้มีการชี้ตัวผู้ต้องหาโดยผู้เสียหายหรือพยานนี้ไม่มีกฎหมายบังคับว่าเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนต้องจัดทำ แม้ว่าการจัดให้มีการชี้ตัวผู้ต้องหาอาจทำให้คดีนี้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น แต่ถ้าพนักงานสอบสวนเห็นว่าพยานหลักฐานอื่นในคดีที่มีอยู่เพียงพอแก่การสอบสวนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องจัดให้การชี้ตัว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองแม้ถึงหากฟังได้ดั่งที่ฎีกาก็ไม่ทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลงไป เพราะไม่ทำให้การสอบสวนเสียไปแต่อย่างใด

จำเลยทั้งสองฎีกาเหมือนกันเป็นประการสุดท้ายว่า ผู้เสียหายมิได้มาเบิกความในชั้นพิจารณา พยานหลักฐานของโจทก์คงมีแต่พยานบอกเล่าไม่อาจฟังลงโทษจำเลยทั้งสองได้ เห็นว่า พยานบอกเล่านั้น โดยปกติเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักน้อยเพราะมิได้เป็นผู้ที่ได้เห็นหรือได้ยินเรื่องที่ตนจะให้การเป็นพยานด้วยตนเองโดยตรง แต่พยานบอกเล่าก็เป็นพยานหลักฐานชนิดหนึ่ง ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟัง เพียงแต่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง โดยจะต้องพิจารณาถึงความสมเหตุสมผลในเนื้อหาของเรื่องที่ได้รับบอกเล่ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณาถึงความเชื่อมโยงสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นพยานบอกเล่าด้วยกันก็ได้ และต้องไม่ปรากฏข้อพิรุธสงสัยว่าได้มีการแต่งเติมเสริมต่อจนทำให้ไม่น่าเชื่อถือ หรือได้พยานหลักฐานนั้นมาโดยมิชอบประการอื่น ซึ่งในบางกรณีเมื่อได้ใช้หลักการพิจารณาดังกล่าวข้างต้นแล้ว

ศาลอาจเชื่อถือพยานบอกเล่ายิ่งกว่าประจักษ์พยานก็สามารถทำได้ คือฟังเชื่อคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนยิ่งกว่าคำเบิกความของพยานคนเดียวกันนั้นในชั้นพิจารณา เนื่องจากจับพิรุธได้ว่าพยานเปลี่ยนใจไม่เบิกความตามความเป็นจริง ตรงข้ามกับที่ให้การไว้ในชั้นสอบสวน แต่คำเบิกความขัดต่อเหตุผล ซึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนใจที่ต้องการช่วยเหลือหรือหวาดกลัวจำเลย คดีนี้แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมานำสืบเพราะผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ ไม่สามารถตามตัวมาได้ แต่พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เสียหายทันทีในวันรุ่งขึ้นหลังจากเกิดเหตุเมื่อผู้เสียหายมาแจ้งความ ผู้เสียหายไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสองมาก่อน

คำให้การเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดจนคำยืนยันที่จำหน้าคนร้ายได้จึงเชื่อถือได้ว่าไม่มีเจตนาที่จะให้ร้ายจำเลยทั้งสอง เชื่อได้ว่าได้ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนตามความเป็นจริง ในวันเดียวกันนั้น เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองได้ในคดีอื่นจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเองว่าเป็นคนร้ายที่ร่วมกันชิงทรัพย์ผู้เสียหายในวันเกิดเหตุ โดยมีรายละเอียดของคำให้การ ซึ่งสอดคล้องต้องกันกับคำให้การของผู้เสียหาย นอกจากนี้ อีก 3 วันต่อมาในวันที่ 10 เมษายน 2542 จำเลยทั้งสองยังได้เป็นผู้นำชี้ที่เกิดเหตุและมีการถ่ายรูปประกอบคำรับสารภาพอย่างละเอียดลออ ซึ่งกรณีนี้แม้จำเลยที่ 1 จะกล่าวอ้างในฎีกา ภาพที่ 2 มีลักษณะเป็นการจัดฉากโดยพนักงานสอบสวน แต่ดูจากภาพถ่ายดังกล่าวมีประชาชนมาดูเป็นจำนวนมาก

พนักงานสอบสวนได้กระทำโดยเปิดเผย การพูดคุยหรือสอบถามชี้มือในระหว่างนั้นเป็นเรื่องปกติ ไม่ปรากฏข้อน่าสงสัยอย่างที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง และจำเลยที่ 1 ก็ลงลายมือชื่อรับรองการนำชี้ที่เกิดเหตุและการถ่ายรูปไว้เช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ที่มิได้โต้แย้งในเรื่องนี้แต่ประการใด ย่อมฟังได้ว่าเป็นการนำชี้สถานที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพด้วยความสมัครใจของจำเลยทั้งสอง ในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองก็มิได้นำสืบพยานให้เห็นว่าคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองไม่ชอบอย่างไร คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ไม่ถูกต้องอย่างไร ดังนั้น แม้โจทก์จะมีเพียงพยานบอกเล่าคือคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสอง กับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย แต่พยานทั้งสองนี้สอดคล้องต้องกัน

เมื่อพิจารณาประกอบการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพโดยจำเลยทั้งสอง เป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยทั้งสองได้โดยปราศจากสงสัย คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีรายละเอียดที่ชอบด้วยเหตุผล ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา · ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช · วรพจน์ วิไลชนม์
Lower court
ศาลจังหวัดยะลา - นายอมร ศิลปวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายประจวบ กระจ่างทิม
Supreme Court black case no.
อ.2419/2549
Trial court black case no.
อ1096/2542
Trial court red case no.
อ1219/2546
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2966/2568

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้ก…

Supreme Court Judgment No. 1750/2568

ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัต…

Supreme Court Judgment No. 811/2568

ในการชิงทรัพย์จำเลยสวมหมวกนิรภัย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุปรากฏว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก โดยจำเลยมิได้สวมหมวกนิรภัย แต่ช่วงเวลาที่จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์คดีนี้แล้วหล…

Supreme Court Judgment No. 1513/2562

จำเลยขับรถจักรยานยนต์ติดตามผู้เสียหายมาถึงที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปจอดที่ลานจอดรถในมหาวิทยาลัย น. ผู้เสียหายยังไม่ได้ลงจากรถ จำเลยเดินมาจากด้านหลังของผู้เสียหายแล้วถามผู้เสียหายว่ามีเงิ…

Supreme Court Judgment No. 6475/2554

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้อาวุธปืนสั้นชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำราคา 7,000 บาท พระเครื่องเลี่ยมทองคำราคา 1,800 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ราคา 4,000 บาท กระเป๋าสตางค์ราคา 1,300 บาท ภายในบรรจุบัตรประจำตัวประชาชน…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up