คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยหลอกลวงเสนอขายไม้ให้บริษัทโจทก์และรับเงินล่วงหน้าไปแล้ว แต่ความจริงจำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างตัดฟันชักลากไม้ไม่มีกรรมสิทธิ์ในไม้ ขอให้ลงโทษจำเลยปฏิเสธศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์นำสืบไม่พอฟังว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวงโจทก์โดยทุจริต ให้ยกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์เฉพาะข้อ 5(1)
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์จะขอพิสูจน์พยานจำเลยที่เบิกความไปแล้ว เป็นการไม่ชอบจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 120 และ มาตรา 88 วรรคท้ายโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มาอนุโลมใช้ไม่ได้ และวินิจฉัยด้วยว่า ศาลชั้นต้นชี้ขาดในปัญหาที่โจทก์จะพิสูจน์พยานจำเลยไว้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ห่างไกลต่อประเด็นในคดี เพราะถึงแม้จะได้ความตามคำร้องของโจทก์ก็ไม่ทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่อนุญาต คำสั่งเช่นนี้เป็นดุลพินิจของศาลอันเป็นข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯจึงพิพากษายืนโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ขอพิสูจน์พยานจำเลยได้โดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 120 และ 88 และว่าขณะศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของโจทก์ เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา
ยังไม่มีคำพิพากษาจะเรียกว่ารับฟังข้อเท็จจริงได้อย่างไรศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์สืบพยานเพื่อพิสูจน์พยานจำเลยก็โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริง มิใช่เป็นการพิจารณาในข้อกฎหมายคดีนี้เป็นคดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ และฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฉะนั้น ถึงหากโจทก์จะขอสืบพยานพิสูจน์พยานจำเลยได้โจทก์ก็อุทธรณ์ฎีกาเพื่อขอสืบพยานพิสูจน์พยานจำเลยไม่ได้อยู่นั่นเองเพราะเป็นการอุทธรณ์ฎีกาในทางข้อเท็จจริงซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่ควรอนุญาต จึงไม่มีทางที่จะให้โจทก์สืบพยานได้ให้ยกฎีกาโจทก์