คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จัดการสินบริคณห์ให้เกิดความเสียหายถึงขนาด จำหน่ายสินบริคณห์โดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมที่สำนักงานที่ดิน โอนที่ดินโฉนดที่ 643 ให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาขอให้เพิกถอนการยกให้และลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยที่ 1 ในโฉนดดังกล่าวจำเลยทั้งสองให้การว่า ที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ครึ่งหนึ่งเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี ฯลฯศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการยกให้ ให้ลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยที่ 1 ในโฉนดจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า
จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ช่วยเหลือดูแลทรัพย์สินของโจทก์และจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไปเฝ้าสวนของโจทก์และจำเลยที่ 1 ถูกคนร้ายยิงจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและตัดลำใส้ตอนหลังนี้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีภริยากันมีเรื่องจนต้องแยกกันอยู่จำเลยที่ 1 ก็ได้จำเลยที่ 2 ผู้เดียวเป็นผู้ปรนนิบัตินับได้ว่าจำเลยที่ 2 มีปฏิการะต่อบิดามารดายิ่งกว่าบุตรคนอื่นจำเลยที่ 1 ยกที่ดินให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 อันเกิดกับโจทก์ ทั้งยกให้เพียงครึ่งเดียว โดยจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสิทธิเก็บกินไว้ตลอดชีวิต อีกครึ่งหนึ่งยังเป็นสินบริคณห์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่ดังนี้
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี แม้จะไม่ได้รับความยินยอมของโจทก์โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1473 วรรค 2(3)แต่โดยที่โจทก์มีคำขอให้ลงชื่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในโฉนดเลขที่ 643 ตามฟ้องทั้งแปลง ได้ความว่าที่ดินดังกล่าวยังเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เพียงครึ่งหนึ่งก็ชอบที่จะลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยที่ 1 ในส่วนที่เป็นสินสมรสอยู่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1467พิพากษาแก้ ให้ลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดินเลขที่ 643 ตามฟ้องเฉพาะส่วนครึ่งหนึ่งที่ยังเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่