คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันประกอบธุรกิจการขายยาโดยนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายและมีไว้เพื่อขายซึ่งวัตถุที่จำเลยให้ชื่อว่ากำไลวิทยาศาสตร์ รวมทั้งวัตถุเป็นรูปแหวนและสร้อย และจำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาว่ากำไลวิทยาศาสตร์เป็นวัตถุที่ใช้ในการพิเคราะห์บำบัดบรรเทารักษาหรือป้องกันโรคหรือความเจ็บป่วยของมนุษย์ได้ ทั้งนี้ โดยมิได้รับอนุญาตให้ขายยา ทั้งยังบังอาจฝ่าฝืนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มิให้โฆษณาด้วย ขอให้ลงโทษจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยไม่ผิดในข้อขายยา แต่ผิดในการแจ้งความขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการขายยา พ.ศ. 2493 มาตรา 20, 39 พระราชบัญญัติการขายยา (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2498 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยคนละ 500 บาท ของกลางไม่ริบโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่า มาตรา 4(2)
แห่งพระราชบัญญัติการขายยา พ.ศ. 2493 ได้บัญญัติวิเคราะห์ศัพท์คำว่า ยา ไว้ การที่จะวินิจฉัยว่าเป็นยาตามความหมายแห่งบทบัญญัตินั้น ข้อสำคัญหาได้อยู่ที่ว่า วัตถุนั้นจะบำบัดรักษาหรือป้องกันโรคได้จริงหรือไม่ แต่ข้อสำคัญอยู่ที่ความมุ่งหมายในการใช้วัตถุนั้นต่างหาก ความมุ่งหมายในการใช้วัตถุของกลางนี้ย่อมแสดงชัดอยู่แล้วว่า มุ่งหมายจะให้ใช้วัตถุนี้บำบัดรักษาและป้องกันโรคของมนุษย์ ที่ประชุมใหญ่จึงมีความเห็นว่า วัตถุของกลางนี้เป็นยาตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติการขายยา พ.ศ. 2493 มาตรา 4(2) เมื่อฟังได้ว่าวัตถุของกลางนี้เป็นยาตามความหมายแห่งพระราชบัญญัตินี้แล้ว จำเลยมีวัตถุเหล่านี้ไว้เพื่อจำหน่าย จำเลยจึงต้องมีความผิดตามมาตรา 7 ประกอบด้วยมาตรา4 วรรคสุดท้าย
อันจะต้องลงโทษตามมาตรา 28 กับมีความผิดฐานแจ้งความขายยาตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติการขายยา พ.ศ. 2493 อันจะต้องลงโทษตามมาตรา 39 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการขายยา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2498 มาตรา 14 ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 39 อันเป็นกระทงที่หนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 83พิพากษากลับ ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสอง คนละ 500 บาทของกลางไม่ริบ