Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2015/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ค่าเสียหายที่ว่าถ้าจำเลยไม่ผิดนัดโจทก์จะได้ประโยชน์จากการเอาเงินที่จำเลยชำระไปให้ลูกค้ารายอื่นของโจทก์กู้ยืมโจทก์จะได้ดอกเบี้ยตามอัตราที่ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราที่โจทก์เรียกเก็บได้จากจำเลยนั้นเป็นค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ และโจทก์มิได้แจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้า ทั้งจำเลยยังไม่ได้รับทราบหรือยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวแต่อย่างใด กรณีจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้คาดเห็นล่วงหน้าก่อนว่าการผิดนัดของจำเลยทำให้โจทก์เสียหายมากกว่าดอกเบี้ยในอัตราที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยขณะผิดนัด โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพิ่มจากร้อยละ 15.5 ต่อปีเป็นร้อยละ 16.5 ต่อปี ร้อยละ 17 ต่อปีร้อยละ 18.5 ต่อปี หลังจากครบกำหนดชำระเงินคืนแล้ว

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่5 กรกฎาคม 2532 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์สาขาภูเก็ตจำนวน 8,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกวันที่ 5 ของเดือน และชำระเงินต้นคืนภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2533 มีข้อตกลงว่าจำเลยยอมให้โจทก์ขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินกว่ากฎหมายกำหนด วันเดียวกันจำเลยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1939, 1940, 1941, 1942, 1943 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่และจะมีขึ้นในภายหน้าเป็นประกันเป็นเงิน 8,000,000 บาทดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี และตกลงว่าถ้าโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยยอมรับผิดชำระจนครบภายหลังทำสัญญาโจทก์เพิ่มดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 14 ต่อปี

ตั้งแต่วันที่1 สิงหาคม 2532 ถึงวันที่ 25 มีนาคม 2533 และเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2533 เป็นต้นไปซึ่งโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบแล้ว ตั้งแต่จำเลยกู้เงินไปจนถึงวันครบกำหนดสัญญาชำระเงินคืน จำเลยได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์รวม 5 ครั้ง รวมเป็นเงิน 350,054.79 บาท ยังคงค้างชำระดอกเบี้ยระหว่างสัญญา 803,588.33 บาท เมื่อครบกำหนดชำระเงินต้นตามสัญญากู้แล้ว จำเลยไม่ชำระเงินคืนตามกำหนดแต่ภายหลังจากครบกำหนดแล้วจำเลยนำเงินมาชำระดอกเบี้ยให้โจทก์อีก 5 ครั้ง รวมเป็นเงิน 650,000 บาท เมื่อหักทอนแล้วจำเลยยังคงเป็นหนี้ดอกเบี้ย 1,431,613.71 บาท จากนั้นจำเลยไม่ชำระหนี้อีก คิดถึงวันฟ้องจำเลยเป็นหนี้ดอกเบี้ยจำนวน1,736,271.24 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,736,271.24 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 9,736,271.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ครบ ให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินยังไม่พอชำระหนี้ก็ให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบจำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินตามจำนวนที่โจทก์ฟ้องและจดทะเบียนจำนองที่ดินห้าแปลงเป็นประกันหนี้ กำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จำเลยไม่เคยยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราต่าง ๆ ที่สูงกว่าร้อยละ 13.5 ต่อปี แม้ข้อความตามสัญญาที่จำเลยทำกับโจทก์ยอมให้โจทก์ขึ้นดอกเบี้ยอัตราไม่เกินกว่ากฎหมายกำหนดก็เป็นข้อความตามแบบพิมพ์เท่านั้น

จำเลยเคยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายวันที่ 25 เมษายน 2534 จำนวน 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาทจำเลยจึงเป็นหนี้โจทก์ไม่เกิน 9,000,000 บาท และจำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบังคับจำเลยจากโจทก์จำเลยไม่ผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 8,000,000 บาท ดอกเบี้ย153,588.33 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ของต้นเงิน8,000,000 บาท นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2533 จนกว่าชำระเสร็จถ้าจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1939, 1940, 1941, 1942, 1943พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยบังคับคดีจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้จนครบโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2532 จำเลยได้กู้เงินไปจากโจทก์จำนวน8,000,000 บาท

ยอมชำระดอกเบี้ยร้อยละ 13.5 ต่อปี กำหนดชำระเงินคืนภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2533 โดยมีข้อกำหนดในสัญญาว่าจำเลยยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้แต่ต้องไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ปรากฏตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.5ในระหว่างสัญญากู้ยืมยังไม่ครบกำหนดชำระเงินคืนโจทก์ได้ขอเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากอัตราที่คิดอยู่เดิมร้อยละ 13.5 ต่อปีเป็นร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2532 และเป็นอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2533 โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้วตามเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 เมื่อครบกำหนดชำระเงินยืมตามสัญญาจำเลยมิได้ชำระต้นเงินคืนเพียงแต่ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์รวม 5 ครั้ง เป็นเงิน 350,054.79 บาทปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าเมื่อครบกำหนดชำระเงินคืนตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย

จ.5 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพิ่มจากร้อยละ 15.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 16.5 ต่อปีร้อยละ 17 ต่อปี ร้อยละ 17.5 ต่อปี และร้อยละ 18.5 ต่อปีได้หรือไม่โจทก์ฎีกาว่าถ้าจำเลยไม่ผิดนัดโจทก์จะได้ประโยชน์จากการเอาเงินที่จำเลยชำระไปให้ลูกค้ารายอื่นของโจทก์กู้ยืมโจทก์จะได้ดอกเบี้ยตามอัตราที่ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราที่โจทก์เรียกเก็บได้จากจำเลย เห็นว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ฎีกาเป็นค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ โจทก์มิได้แจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้าเลยว่าการที่จำเลยผิดนัดทำให้โจทก์เสียหายโดยโจทก์จะนำเงินที่จำเลยต้องชำระไปให้ผู้ใดกู้ทำให้โจทก์ได้ดอกเบี้ยสูงกว่าที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยตามที่โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยได้เบิกความรับว่าได้รู้ถึงความเสียหายขาดประโยชน์ของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.14 นั้นปรากฏว่าตามเอกสารดังกล่าวเป็นรายละเอียดการชำระหนี้ของจำเลยและการคำนวณคิดดอกเบี้ยของโจทก์เท่านั้น จำเลยยังไม่ได้รับทราบหรือยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวแต่อย่างใดยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้คาดเห็นล่วงหน้าก่อนว่า การผิดนัดของจำเลยทำให้โจทก์เสียหายมากกว่าดอกเบี้ยในอัตราที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยขณะผิดนัดตามที่โจทก์ฎีกา โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพิ่มจากร้อยละ 15.5 ต่อปีเป็นร้อยละ 16.5 ต่อปีร้อยละ 17 ต่อปี ร้อยละ 18.5 ต่อปี หลังจากครบกำหนดชำระเงินคืนแล้ว

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ชลอ ทองแย้ม · ประสิทธิ์ แสนศิริ · ทวิช กำเนิดเพ็ชร์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 464/2567

เหตุแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 2 เป็นผลโดยตรงทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้อาคารของโจทก์ในการประกอบกิจกรรมบริการเชิงเศรษฐกิจการพาณิชย์ได้ เนื่องเพราะสำนักงานเขตบางกะปิมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่าอาคารมีสภาพที่อาจเป…

Supreme Court Judgment No. 146/2567

การที่จำเลยเห็นชอบกับข้อเสนอของบริษัท อ. ที่อ้างว่าผลงานของโจทก์มีความล่าช้ากว่าแผนงานหลักเกินกว่า 3 เดือน ไม่มีความเชื่อมั่นว่าโจทก์จะสามารถทำงานได้เสร็จทันตามสัญญา โดยบริษัท ป. แจ้งยกเลิกสัญญากับโจท…

Supreme Court Judgment No. 1166/2566

โจทก์กล่าวอ้างว่าถุงลมนิรภัยรถยนต์ของโจทก์ไม่ทำงานในขณะเกิดอุบัติเหตุอันเป็นการกล่าวอ้างว่าสินค้าของจำเลยร่วมเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยตาม พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย…

Supreme Court Judgment No. 2884/2563

การที่จำเลยส่งสินค้าประเภทกระป๋องและฝากระป๋องไม่เหมาะสมแก่การใช้บรรจุอาหารตามความมุ่งหมายของโจทก์ เป็นเหตุให้สินค้าประเภทอาหารทะเลบรรจุกระป๋องของโจทก์ที่ผลิตโดยใช้สินค้าประเภทกระป๋องและฝากระป๋องของจำเ…

Supreme Court Judgment No. 14175/2558

หลังจากโจทก์ทราบว่าจำเลยผิดสัญญาไม่ส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราให้แก่โจทก์ครบถ้วน โจทก์ได้สั่งซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากบุคคลอื่นมาปลูกทดแทนลงในแปลงเพาะปลูกที่โจทก์ไถดินจัดเตรียมไว้ จึงถือได้ว่าโจทก์ได้รับประโ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up