Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2016/2554

พ.ศ. 2554 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์บรรยายฟ้องให้เห็นว่า จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัท อ. จากมูลหนี้สัญญากู้เงินระยะสั้น หาใช่ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเงินกู้แต่อย่างใดไม่โดยโจทก์มีเพียงภาพถ่ายตั๋วสัญญาใช้เงินแนบมาท้ายฟ้องเท่านั้น ไม่มีสัญญากู้เงินมาแนบด้วย และไม่อาจถือได้ว่าตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นหลักฐานการกู้เงิน เนื่องจากตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตั๋วเงิน เป็นเอกสารคนละประเภทกับสัญญากู้เงิน ทั้งเมื่อโจทก์นำสืบก็ไม่มีสัญญากู้เงินระยะสั้นมาอ้างเป็นพยานด้วย มีเพียงตั๋วสัญญาใช้เงินมาอ้างเป็นพยานเท่านั้น กรณีไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินแต่ถือว่าโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จึงต้องนำอายุความตั๋วสัญญาใช้เงินมาบังคับใช้ ไม่ใช่อายุความตามสัญญากู้เงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดใช้เงินเมื่อทวงถาม อายุความจึงเริ่มนับเมื่อทวงถามปรากฏตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามว่า บริษัท อ. ผู้รับเงินแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหรือถือว่าได้รับหนังสือฉบับนี้ จึงต้องเริ่มนับอายุความเมื่อครบกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือแล้ว แต่โจทก์และจำเลยต่างไม่นำสืบว่าจำเลยได้รับหนังสือเมื่อไร เมื่อหนังสือทวงถามดังกล่าวลงวันที่ 24 เมษายน 2540 จึงพออนุมานได้ว่าจำเลยได้รับหนังสือในวันรุ่งขึ้น คือ วันที่ 25 เมษายน 2540 เริ่มนับ 30 วันตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2540 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/3 วรรคสอง ครบกำหนด 30 วันในวันที่ 25 พฤษภาคม 2540 อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2540 ไปเป็นเวลา 3 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1001 ครบกำหนด 3 ปีในวันที่ 26 พฤษภาคม 2543 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 เกินกว่า 3 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัท อ. ณ สำนักงานตั้งอยู่ถนนสาธรใต้แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาธร กรุงเทพมหานคร ถือว่ามูลคดีเกิดขึ้น ณ สถานที่ที่จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัท อ. ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิทำให้เกิดอำนาจฟ้อง ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบริษัท อ. จึงมีสิทธิฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 116,453,130.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 63,840,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 69,365,446.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 63,840,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นลูกค้าของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี 2535 โดยกู้เงินระยะสั้นและออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ไว้แก่บริษัทดังกล่าวครั้งสุดท้ายจำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0382989 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 สัญญาจะใช้เงินจำนวน 63,840,000 บาท ให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) เมื่อทวงถาม พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี โดยจะจ่ายให้ในวันทำการสุดท้ายของทุก ๆ เดือน ในกรณีที่มีการผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและหรือดอกเบี้ยตามกำหนดระยะเวลาดังกล่าวให้ปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 24 ต่อปี สำหรับต้นเงินค้างชำระนับตั้งแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระครบถ้วน โดยจำเลยทำสัญญาจำนำหุ้นของบริษัทกรีนวัลเล่

เฮ้าส์ซิ่น จำกัด ไว้เป็นประกันหนี้ จำเลยชำระดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2539 จำนวน 500,000 บาท ส่วนต้นเงินไม่เคยชำระ วันที่ 24 เมษายน 2540 นายณรงค์ศักดิ์ ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้และบังคับจำนำ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2542 โจทก์ทำสัญญาซื้อสินทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจ ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อสัญญาเงินกู้ ตราสารหนี้และสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการ มาจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน

พ.ศ.2540 และพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 วันที่ 26 มิถุนายน 2543 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยแจ้งให้ทราบถึงการรับโอนสิทธิและขอให้ชำระหนี้ แต่จำเลยไม่ชำระ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อแรกว่า ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ (ศาลชั้นต้น) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) ณ สำนักงานเลขที่ 119 ถนนสาธรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาธร กรุงเทพมหานคร จึงถือว่ามูลคดีเกิดขึ้น ณ สถานที่ที่จำเลยออตั๋วสัญญาใช้เงินมอบให้แก่บริษัทดังกล่าวซึ่งย่อมเกี่ยวข้องกับเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิทำให้เกิดอำนาจฟ้อง ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลแพ่งกรุงเทพใต้

โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) จึงมีสิทธิฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ในการที่จะวินิจฉัยได้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น จำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าโจทก์ฟ้องในเรื่องอะไร เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ข้อ 3 ได้บรรยายว่า "จำเลยเป็นลูกค้าของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า "บริษัท") โดยจำเลยได้มาขอให้บริษัทสนับสนุนด้านการเงินในรูปแบบการกู้เงินระยะสั้น ซึ่งบริษัทได้อนุมัติให้จำเลยตามที่ขอ และจำเลยได้ใช้สินเชื่อดังกล่าวกับบริษัทตามขอ

ตั้งแต่ปี 2535 และในการเบิกเงินกู้แต่ละครั้ง จำเลยจะต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามจำนวนที่ขอเบิกให้แก่บริษัท เมื่อจำเลยได้ทำสัญญาเงินกู้ระยะสั้นดังกล่าวแล้ว จำเลยได้ขอเบิกใช้เงินกู้โดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ไว้แก่บริษัทเรื่อยมา โดยครั้งสุดท้ายจำเลยได้มากู้เงินไปจากบริษัท โดยเมื่อจำเลยได้รับเงินไปจากบริษัทแล้วจำเลยได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0382989 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 จำนวนเงิน 63,840,000 บาท ซึ่งตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวกำหนดชำระเมื่อทวงถามพร้อมทั้งคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี โดยชำระดอกเบี้ยในวันทำการสุดท้ายของทุก ๆ เดือน และหากผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและหรือดอกเบี้ยตามกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ให้ปรับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 24 ต่อปี

สำหรับต้นเงินค้างชำระ นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นครบถ้วน รายละเอียดปรากฏตามภาพถ่ายตั๋วสัญญาใช้เงิน (เอกสารหมายเลข 8 ท้ายคำฟ้อง)" เช่นนี้ โจทก์ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) จากมูลหนี้อะไร ซึ่งก็คือมูลหนี้จากสัญญากู้เงินระยะสั้น หาใช่ว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญากู้เงินแต่อย่างใด เพราะโจทก์มีเพียงภาพถ่ายตั๋วสัญญาใช้เงินแนบมาท้ายฟ้องเท่านั้น ไม่มีสัญญากู้เงินแนบมาด้วย ทั้งไม่อาจถือได้ว่าตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นหลักฐานการกู้เงิน เนื่องจากตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตั๋วเงิน เป็นหลักฐานการกู้เงิน เนื่องจากตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตั๋วเงิน เป็นเอกสารคนละประเภทกับสัญญากู้เงิน

ยิ่งเมื่อโจทก์นำสืบโจทก์ก็ไม่มีสัญญากู้เงินระยะสั้นมาอ้างเป็นพยานด้วยมีเพียงตั๋วสัญญาใช้เงินตามเอกสารหมาย จ.9 มาอ้างเป็นพยานเท่านั้น กรณีไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน แต่ถือว่าโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 8 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย จ.9 จึงต้องนำอายุความตามตั๋วสัญญาใช้เงินมาบังคับใช้แก่คดีนี้ ไม่ใช่อายุความตามสัญญากู้เงินตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.9 ถึงกำหนดใช้เงินเมื่อทางถาม อายุความจึงเริ่มนับเมื่อทวงถาม ปรากฏตามหนังสือบอกกล่าวทวงถาม เอกสารหมาย ล.1 ว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน)

แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหรือถือว่าได้รับหนังสือฉบับนี้ จึงต้องเริ่มนับอายุความเมื่อครบกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือแล้ว แต่โจทก์และจำเลยต่างไม่นำสืบว่าจำเลยได้รับหนังสือเมื่อไรแต่หนังสือทวงถามดังกล่าวลงวันที่ 24 เมษายน 2540 จึงพออนุมานได้ว่าจำเลยได้รับหนังสือในวันรุ่งขึ้นคือ วันที่ 25 เมษายน 2540 เริ่มนับ 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2540 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสองครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2540 อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2540 ไปเป็นเวลา 3 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 ครบกำหนด 3 ปี ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2543 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 เป็นเวลาเกินกว่า 3 ปีแล้ว

ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อฟ้องโจทก์ขาดอายุความเสียแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ ไม่จำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในประเด็นอื่นนอกจากนี้อีกต่อไป"

Result

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
ธนฤกษ์ นิติเศรณี · สิริรัตน์ จันทรา · สมยศ เข็มทอง
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1824/2567

ในการเสนอคำฟ้องนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า "คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่" คำว่า "มูลค…

Supreme Court Judgment No. 3412/2565

คำว่า มูลคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องแก่โจทก์ โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประกันภัยต่อโจทก์โดยไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้…

Supreme Court Judgment No. 527/2561

แม้จำเลยที่ 2 มีบ้านพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดนนทบุรีและได้แจ้งย้ายออกจากบ้านหลังดังกล่าวแล้วโดยไม่ปรากฏว่าได้แจ้งย้ายเข้าที่ใด แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาย้ายถิ่นที่อยู่และจงใจจะเปลี่ยนภูมิลำเนาตาม ป.พ.…

Supreme Court Judgment No. 1529/2559

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 ลูกหนี้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 9,000,000 บาท และจำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐถึงกำหนดชำระวันที่ 31 พฤษภาคม 2543 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 ลูกหนี้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจ…

Supreme Court Judgment No. 1475/2559

โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์โดยการนำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ออกขายทอดตลาดให้แก่บุคคลภายนอกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยมิได้มีคำขอให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up