Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2081/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

แม้โจทก์ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจออกคำสั่งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ชดใช้ค่าเสียหายตามคำสั่ง โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำผิดหน้าที่อันเป็นการละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อโจทก์ จึงเป็นการฟ้องให้รับผิดทางแพ่งที่มาจากมูลละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงาน มิใช่โจทก์อาศัยคำสั่งดังกล่าวบังคับตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 อันจะต้องอาศัยสำนวนการสอบสวน จำเลยที่ 2 และที่ 3 สามารถนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาลเพื่อพิสูจน์การกระทำของตนเองได้ สำนวนการสอบสวนของโจทก์เป็นเพียงพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาคดีในชั้นศาลเท่านั้น การที่โจทก์ฟ้องโดยไม่ตั้งกรรมการสอบสวนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาก่อนไม่ทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง โจทก์มีอำนาจฟ้อง โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดฐานละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ทุจริตเบียดบังเอาเงินของโจทก์ไป เป็นการฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดทั้งในมูลละเมิดและมูลผิดสัญญาจ้างแรงงาน กฎหมายไม่ได้บัญญัติอายุความเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 193/30 ป.พ.พ. Section 575 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 Section 30

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 506,993.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 304,738.80 บาท โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ชำระเงินคนละ 8,318.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ขาดนัด

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ดำเนินคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียว และระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 5 ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 299,738.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 กันยายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินรวมกันไม่เกิน 50,789.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระต้นเงินนี้เสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์แทน แต่จำเลยที่ 4 ไม่จำต้องรับผิดในต้นเงินเกินกว่า 5,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 ต่อมาแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 จำเลยที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 2 ในวงเงิน 5,000 บาท จำเลยที่ 1 เคยเป็นพนักงานโจทก์ตำแหน่งนายไปรษณีย์ระดับ 3 ประจำที่ทำการไปรษณีย์หลานหลวง มีหน้าที่รับชำระค่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากจะได้รับมอบหมายให้ลงลายมือชื่อร่วมกับพนักงานการเงินแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังปฏิบัติหน้าที่พนักงานการเงินและพนักงานบัญชีตามลำดับด้วย ระหว่างปฏิบัติหน้าที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินของโจทก์ไป 304,738.80 บาท

โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยหาตัวผู้รับผิดหรือร่วมรับผิดในทางแพ่ง คณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวมีมติว่าจำเลยที่ 1 เบียดบังยักยอกเงินของโจทก์ไป เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงและเป็นการกระทำการด้วยตนเองโดยมิได้มีผู้ใดบกพร่องหรือมีส่วนร่วมในการทุจริต ต่อมาที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาความรับผิดทางละเมิดมีมติให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เนื่องจากเป็นหนี้ที่แบ่งแยกได้ จึงให้รับผิดคนละ 1 ใน 3 ของค่าเสียหายซึ่งกรมบัญชีกลางเห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์จึงอาศัยอำนาจตามข้อบังคับการสื่อสารแห่งประเทศไทยฉบับที่ 1 ว่าด้วยความรับผิดของพนักงานและลูกจ้างการสื่อสาร

แห่งประเทศไทยในทางแพ่ง พ.ศ.2522 ข้อ 4 และข้อ 5 ออกคำสั่งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ใช้ความระมัดระวังอันควรแก่วิสัยและพฤติการณ์เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ทุจริต จึงเป็นการผิดสัญญาจ้างและกระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์ แต่เมื่อพิเคราะห์ความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นสมควรให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,789.80 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นคดีนี้มีมูลสืบเนื่องมาจากกรมบัญชีกลางมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งต่อมาโจทก์มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดตามความเห็นของกรมบัญชีกลางดังกล่าว

เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ชดใช้ค่าเสียหายตามคำสั่งนั้น โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคดีนี้โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำผิดหน้าที่อันเป็นการกระทำละเมิดและผิดสัญญาจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อโจทก์ เมื่อการฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดทางแพ่งในคดีนี้มาจากมูลละเมิดและผิดสัญญาจ้าง มิใช่โจทก์อาศัยคำสั่งดังกล่าวบังคับตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองอันจะต้องอาศัยสำนวนการสอบสวน ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็สามารถนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาลเพื่อพิสูจน์การกระทำของตนเองได้ สำนวนการสอบสวนของโจทก์เป็นเพียงพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีในชั้นศาลเท่านั้น การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่ได้ตั้งกรรมการสอบสวนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาก่อน ไม่มีผลทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างว่าโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในหน้าที่ปล่อยปละละเลยให้ร่วมรับผิดในมูลละเมิดที่จำเลยที่ 1 กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ โดยไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตั้งข้อกล่าวหาจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่มีการออกคำสั่งทางปกครองที่จะบังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 57 ดังนั้นการฟ้องร้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดเป็นไปได้เพียงฐานละเมิดเท่านั้น คดีของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 โจทก์อ้างว่ารู้ตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำละเมิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2544 โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2547 เป็นระยะเวลาเกิน 1 ปี

คดีโจทก์จึงขาดอายุความ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งการสื่อสาร แห่งประเทศไทย ที่ 206/2530 เรื่องการรับชำระค่าใช้บริการโทรคมนาคมของผู้ใช้บริการในส่วนกลางและการรับชำระค่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ณ ที่ทำการ รับผิดฐานผิดสัญญาจ้างแรงงานและละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ทุจริตเบียดบังเอาเงินของโจทก์ไป ฟ้องของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นเป็นการฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดทั้งมูลละเมิดและมูลผิดสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้นกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · บูรณ์ ฐาปนดุลย์
Lower court
ศาลแรงงานกลาง - นายไพโรจน์ นิติกรไชยรัตน์
Supreme Court black case no.
ร.1520/2549
Trial court black case no.
พ4857/2547
Trial court red case no.
พ3222/2549
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกแรงงาน
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 11269/2558

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานหาใช่เป็นคดีละเมิดอย่างเดียวไม่ เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างลูกจ้างมีข้อผูกพันตามสัญญาจ้างแ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2555 (ref. 566219)

การที่โจทก์ที่ 921 แก้ไขคำฟ้องโดยจำเลยมิได้ให้การแก้คดีเพิ่มเติม มีผลเพียงว่าจำเลยยอมรับว่ามีมติคณะรัฐมนตรีจริง ส่วนโจทก์ที่ 921 จะมีสิทธิได้รับการปรับอัตราค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวหรือไม่ อย่า…

Supreme Court Judgment No. 6786/2548

คำว่า "ค่าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่น" ที่ลูกจ้างใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากนายจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (9) หมายถึงสินจ้างตามมาตรา 575 ซึ่งเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นตามสัญญาจ้าง แต่สิทธิที่จะได้รับค่าเสียหายจาก…

Supreme Court Judgment No. 360/2548

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ว่าบกพร่องต่อหน้าที่ในระหว่างทำงานให้โจทก์และก่อความเสียหายแก่โจทก์ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ เป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ในข…

Supreme Court Judgment No. 6296/2545

โจทก์บรรยายฟ้องเสนอข้อหาว่าจำเลยทำผิดสัญญาจ้างแรงงานเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้โจทก์จะตั้งข้อหาหรือฐานความผิดในคำฟ้องว่าเป็นเรื่องละเมิดและบรรยายฟ้องด้วยว่าโจทก์ตรวจสอบรู้ตัวผู้รับผิดว่าคือจ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up