Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 20824/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 166 บัญญัติว่า บรรดาประกาศหรือคำสั่งที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับ พ.ร.บ. นี้จนกว่าจะมีกฎกระทรวง ระเบียบและประกาศที่ออกตาม พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ เมื่อยังไม่มีกฎกระทรวง ระเบียบและประกาศที่ออกตาม พ.ร.บ. นี้เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างหรือความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายใช้บังคับ หรือมีการยกเลิกมาตรการเพื่อความปลอดภัยในกิจการเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายตามประกาศหรือคำสั่งที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง ลงวันที่ 31 มีนาคม 2540 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2534 ซึ่งออกตามความใน ข้อ 2 (7) และข้อ 14 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 จึงยังคงมีผลใช้บังคับ อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์จะนำสืบรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีก๊าซประเภทสารเคมีอันตรายไว้ในครอบครองโดยไม่แจ้งการครอบครองตามแบบที่อธิบดีกรมแรงงานกำหนดต่ออธิบดีกรมแรงงานหรือผู้ว่าราชการจังหวัด และไม่จัดให้ลูกจ้างระดับบริหารเข้ารับการฝึกอบรมและแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารของสถานประกอบกิจการตามฟ้องโจทก์ อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่ได้เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 103, 148 ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ แต่เป็นความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ข้อ 2 (7) และข้อ 8 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้วโดย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 3 ฉะนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานมีก๊าซประเภทสารเคมีอันตรายไว้ในครอบครองโดยไม่แจ้งรายละเอียดต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และฐานไม่จัดให้ลูกจ้างระดับบริหารเข้ารับการอบรมและแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารของสถานประกอบกิจการ

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 225, 291, 300, 390 พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มาตรา 3, 8 ประกาศของคณะปฏิบัติ ฉบับที่ 28 ข้อ 2, 4 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 103, 148

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายธนัญชัย กับนายจวน และนายประพันธ์ กับนางสาวพัชรี ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225 โดยให้เรียกบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกนายธนัญชัยกับนายจวนว่า โจทก์ร่วมที่ 2 และเรียกนายประพันธ์กับนางสาวพัชรีว่า โจทก์ร่วมที่ 3 ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 หลบหนี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225, 291, 300, 390 พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มาตรา 3, 8 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 28 ข้อ 2, 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ฐานกระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาทและเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหาย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 20,000 บาท

จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี ฐานถ่ายเทก๊าซตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ และตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 28 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 80,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี รวมสองกระทง เป็นปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 100,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 103 วรรคหนึ่ง, 148 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีก๊าซประเภทเป็นสารเคมีอันตรายไว้ในครอบครองโดยไม่แจ้งรายละเอียดต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมาย

ปรับคนละ 100,000 บาท ฐานไม่จัดให้ลูกจ้างระดับบริหารเข้ารับการอบรมและแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารของสถานประกอบกิจการ ปรับคนละ 50,000 บาท รวมปรับคนละ 150,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันถ่ายบรรจุก๊าซหุงต้มจากถังขนาด 48 กิโลกรัม ใส่ถังขนาด 15 กิโลกรัม ด้วยวิธีใช้วาล์วปิดเปิดมาต่อกับสายยางเชื่อมต่อระหว่างถังก๊าซทั้งสอง หรือกระทำด้วยวิธีการใด ๆ อันเป็นการถ่ายก๊าซออกจากถังก๊าซหุงต้ม อันเป็นการบรรจุก๊าซใส่ภาชนะซึ่งมีปริมาตรเกินกว่า 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร ภายในร้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสถานที่นอกสถานที่บรรจุก๊าซโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ภายหลังเกิดเหตุระเบิด เจ้าพนักงานตำรวจวิทยาการจังหวัดสมุทรปราการตรวจที่เกิดเหตุแล้วพบถังก๊าซหุงต้มขนาด 48 กิโลกรัม 2 ถัง และถังขนาด 15 กิโลกรัม 1 ถัง โดยถังก๊าซหุงต้มขนาด 48 กิโลกรัม

มีวาล์วและท่อยางซึ่งมีร่องรอยถูกเพลิงไหม้ขาดหายติดค้างอยู่ เชื่อว่าเหตุระเบิดเกิดที่บริเวณชั้นล่างของอาคารพาณิชย์ เลขที่ 338/7 สาเหตุจากไอระเหยของก๊าซซึ่งเกิดจากการถ่ายเทแล้วรั่วไหล ทำปฏิกิริยากับอากาศในภาวะที่เหมาะสม แล้วมีประกายไฟอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นทำให้เกิดระเบิด มีผู้ถึงแก่ความตาย 1 คน คือ นายสันติ จำเลยที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัส นางสาวพัชรี ได้รับอันตรายสาหัส นายบุญมา นางสาวจิราภรณ์ นางดาวรุ่ง นางทองสุข นางสาวสมปอง และนางสาวรุ่งนภา ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ โดยไม่ปรากฏว่าพบจำเลยที่ 2 อยู่ในที่เกิดเหตุหรือได้รับอันตรายใดๆ แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุในขณะที่มีการถ่ายบรรจุก๊าซจนเกิดเหตุระเบิดขึ้นและถังก๊าซหุงต้มที่พบในบริเวณที่เกิดเหตุก็มีเพียงถังก๊าซหุงต้มขนาด 48 กิโลกรัม 2 ถัง

ขนาด 15 กิโลกรัม 1 ถัง มีจำนวนน้อยไม่สมกับเป็นการบรรจุก๊าซเพื่อการค้าของจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 2 นาฬิกา บุคคลทั่วไปหลับนอนแล้ว ไม่ใช่เวลาทำงานปกติ จึงยังเป็นที่สงสัยว่าการถ่ายบรรจุก๊าซซึ่งเป็นเหตุให้เกิดระเบิดและเพลิงไหม้เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ทางการค้าของจำเลยที่ 1 โดยคำสั่งหรือความรู้เห็นยินยอมของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการงานของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 3 กับผู้ตายซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้ถ่ายบรรจุก๊าซก็พักอาศัยหลับนอนในที่เกิดเหตุอาจลักลอบถ่ายบรรจุก๊าซเพื่อประโยชน์ของตนเองก็ได้ เพราะอยู่นอกเหนือความรู้เห็นหรือการควบคุมของจำเลยที่ 2 และความผิดเรื่องนี้ต้องกระทำโดยมีเจตนาด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

ยกฟ้องในความผิดสองฐานนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานมีก๊าซประเภทเป็นสารเคมีอันตรายไว้ในครอบครองโดยไม่แจ้งรายละเอียดต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และฐานไม่จัดให้ลูกจ้างระดับบริหารเข้ารับการอบรมและแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารของสถานประกอบกิจการหรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีก๊าซประเภทเป็นสารเคมีอันตรายไว้ในครอบครองโดยไม่แจ้งรายละเอียดต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมายและไม่จัดให้ลูกจ้างระดับบริหารเข้ารับการอบรมและแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารของสถานประกอบกิจการจริง แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เป็นความผิด

เพราะกฎหมายดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้ว จึงมีปัญหาที่จำต้องวินิจฉัยก่อนว่ากฎหมายดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 166 บัญญัติว่า บรรดาประกาศหรือคำสั่งที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะมีกฎกระทรวง ระเบียบและประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แต่ขณะนี้ยังไม่มีกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างหรือความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายใช้บังคับ หรือมีการยกเลิกมาตรการเพื่อความปลอดภัยในกิจการเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายตามประกาศหรือคำสั่งที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ส่วนกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย

อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2549 ก็เป็นเรื่องกำหนดให้นายจ้างจัดให้มีข้อบังคับและคู่มือว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงานไว้ในสถานประกอบกิจการ ไม่เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างหรือความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ข้อ 2 (7) และข้อ 14 ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง ลงวันที่ 31 มีนาคม 2540 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2534 ซึ่งออกตามความในข้อ 2 (7) และข้อ 14 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 จึงยังคงมีผลใช้บังคับหาได้ถูกยกเลิกไม่ แต่อย่างไรก็ตาม

แม้ทางพิจารณาโจทก์จะนำสืบฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอะเซทิลิน ไนเตรเจนและออกซิเจนไว้ในครอบครอง โดยไม่แจ้งการครอบครองสารเคมีอันตรายดังกล่าวตามแบบที่อธิบดีกรมแรงงานกำหนดต่ออธิบดีกรมแรงงานหรือผู้ว่าราชการจังหวัด และไม่จัดให้ลูกจ้างระดับบริหารเข้ารับการฝึกอบรมและแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารของสถานประกอบกิจการตามฟ้องโจทก์ก็ไม่ได้เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 103, 148 ตาม คำขอท้ายฟ้อง แต่เป็นความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ข้อ 2 (7) และข้อ 8 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 3 ฉะนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีความผิดในสองฐานความผิดนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225, 291, 300, 390 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ทุกข้อหา

Matter details

Panel of judges
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์ · สุทธิโชค เทพไตรรัตน์ · สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
Lower court
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายสิริชัย สุวรรณรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายพลศักดิ์ พฤกษฎาจันทร์
Supreme Court black case no.
อ.3831/2552
Trial court black case no.
อ2863/2547
Trial court red case no.
อ3735/2549
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2547 (ref. 113080)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2541) โดยอาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 6 และ 23 วรรคหนึ่ง เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างซึ่งทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2547 (ref. 412534)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 2ฯ โดยอาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 6 และ 23 วรรคหนึ่ง เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้าง ซึ่งทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภ…

Supreme Court Judgment No. 8738/2544

พนักงานตรวจแรงงานมีคำเตือนให้นายจ้างจัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้ลูกจ้างโดยอาศัยอำนาจตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ข้อ 77 ซึ่งคำเตือน ดังกล่าว…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up