Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2095/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยสั่งจ่ายเช็คเบิกถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลยแต่เจ้าหน้าที่ธนาคารโจทก์พลั้งเผลอนำเช็คไปหักทอนบัญชีเงินฝากของบุคคลอื่น เมื่อโจทก์ทราบข้อผิดพลาด แม้เป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยขอปิดบัญชีแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิแก้ไขให้ถูกต้อง โดยนำเช็คฉบับนั้นไปหักทอนจากบัญชีของจำเลยตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลย เมื่อโจทก์ปรับปรุงบัญชีใหม่แล้ว จำเลยเป็นหนี้โจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้หนี้ดังกล่าวแม้โจทก์จะยอมให้จำเลยไถ่ถอนจำนองและปิดบัญชีกระแสรายวันของจำเลยแล้วก็ตาม

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดกับธนาคารโจทก์สาขาแม่สอด โดยเปิดบัญชีกระแสรายวันและทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี กับโจทก์ในวงเงิน 150,000 บาท ดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละสิบสี่ต่อปี จำเลยเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์เรื่อยมาจนวันที่7 มิถุนายน 2531 จำเลยสั่งจ่ายเช็คเบิกเงิน 577,180 บาทจากบัญชีของจำเลยแต่ด้วยความผิดพลาด เจ้าหน้าที่ของโจทก์นำเช็คของจำเลยไปหักทอนจากบัญชีของบริษัทซิงเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัดสาขาแม่สอด ต่อมาบริษัทซิงเกอร์ (ประเทศไทย)จำกัด ทักท้วงโจทก์จึงคืนเงิน 577,180 บาท พร้อมดอกเบี้ย 58,350.53 บาท ให้แก่บริษัทซิงเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และได้ทำการปรับปรุงบัญชีของจำเลยซึ่งปิดไปแล้วตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2531 ใหม่ โดยนำเช็คของจำเลยไปทำการหักทอนในบัญชีของจำเลยให้ถูกต้องตรงกับความจริงซึ่งปรากฏว่าในวันที่ 18 กรกฎาคม 2531 จำเลยยังมีหนี้ค้างชำระโจทก์582,586.19 บาท

โจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละสิบสี่ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2531 จนถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ย 128,264.73 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน710,850.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบสี่ต่อปี ของต้นเงิน582,586.19 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนและโจทก์ปลดจำนองให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2531 หลังจากนั้นสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างจำเลยกับโจทก์สิ้นสุดลงเพราะหนี้ระงับไปโจทก์ปรับปรุงรายการบัญชีของจำเลยขึ้นใหม่โดยจำเลยไม่สมัครใจโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ และไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่สิ้นสุดสัญญาบัญชีเดินสะพัดขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 577,180 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินดังกล่าว

นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์582,586.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบสี่ต่อปีของเงินต้นดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทตามฟ้องฎีกาของโจทก์มีจำนวนไม่เกินสองแสนบาทโจทก์จึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคแรก

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ได้มีการนำเช็คตามเอกสารหมาย จ.7 ที่จำเลยสั่งจ่ายจำนวนเงิน577,180 บาท ไปหักทอนจากบัญชีของบริษัทซิงเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัดสาขาแม่สอด เพราะความผิดพลาดของพนักงานโจทก์แล้ววินิจฉัยว่าเมื่อโจทก์ทราบข้อผิดพลาดที่ไม่ได้นำเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายไปหักทอนจากบัญชีของจำเลย แม้จะเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยขอปิดบัญชีแล้วก็ตามโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะแก้ไขให้ถูกต้องโดยนำเช็คตามเอกสารหมาย จ.7ไปหักทอนจากบัญชีของจำเลยตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดได้โดยโจทก์ไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยเสียก่อน และเมื่อโจทก์ปรับปรุงบัญชีกระแสรายวันของจำเลยถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2531 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยขอปิดบัญชี

จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด700,587.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันดังกล่าวอีก 3,345.03 บาทจำนวนหนี้ดังกล่าวคือจำนวนคงเหลือโดยดุลภาคที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดในวันที่จำเลยขอปิดบัญชี จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เพียง 121,346.15 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์อีก 582,586.19 บาท แม้โจทก์จะยอมให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินและปิดบัญชีกระแสรายวันของจำเลยแล้ว ก็ไม่ทำให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดในอันที่จะต้องชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์และการฟ้องคดีนี้ของโจทก์เพื่อให้จำเลยชำระหนี้ก็หาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่พิพากษายืน ส่วนฎีกาของโจทก์ให้ยก

Matter details

Panel of judges
ชลอ บุณยเนตร · สังเวียน รัตนมุง · สมชาย รังสิกรรพุม
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1167/2562

เช็คพิพาททั้งสามฉบับจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายมีชื่อโจทก์หรือผู้ถือเป็นผู้รับเงิน ดังนี้ จำเลยต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คพิพาททั้งสามฉบับตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง และมาตรา 914 ประกอบมาตรา…

Supreme Court Judgment No. 1128/2559

ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจลงวันที่ในเช็คพิพาททั้งสิบสามฉบับ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิฟ้องร้องภายในหนึ่งปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ และจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อเป็น…

Supreme Court Judgment No. 13600/2558

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย จึงต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900, 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่ในส่วน…

Supreme Court Judgment No. 18343/2556

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในเช็คจะต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็ค เมื่อจำเลยรับว่าเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาท แต่ยกข้อต่อสู้ปฏิเสธความรับผิ…

Supreme Court Judgment No. 4487/2555

โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพิพาทที่จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายให้แก่โจทก์ โดยบรรยายรายละเอียดของเช็คพิพาท และแนบสำเนาภาพถ่ายเช็คพิพาทและใบคืนเช็คมาท้ายฟ้อง พร้อมทั้งคำขอบังคับให้จำเลยรับผิดช…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up