Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2128/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันเพื่อความประสงค์แห่งการค้าหรือโดยการค้าทำให้แพร่หลายด้วยการฉายภาพยนตร์ที่แสดงความสัมพันธ์ทางเพศ อันเป็นภาพลามกอนาจาร เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 287(1) และการที่จำเลยทั้งสามขัดขวางมิให้เจ้าพนักงานตำรวจงัดกุญแจเข้าไปตรวจค้นภายในห้องซึ่งจำเลยนำเอาเครื่องฉายภาพยนตร์และฟิล์มไปเก็บไว้การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาว่าประสงค์มิให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานในการตรวจค้นจับกุมลุล่วงไปโดยสะดวก ถือได้ว่าเป็นการขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 138.

Provisions the court ruled on

ป.อ. Section 138 ป.อ. Section 287 พ.ร.บ.ภาพยนตร์ พ.ศ.2473 Section 4 พ.ร.บ.ภาพยนตร์ พ.ศ.2473 Section 5 พ.ร.บ.ภาพยนตร์ พ.ศ.2473 Section 20

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 287,91, 83, 58, 33, 32 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2525 มาตรา 6 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 4 พระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. 2473 มาตรา 4, 5, 20 พระราชบัญญัติ (ฉบับที่2) พ.ศ. 2479 มาตรา 4 ริบของกลางและบวกโทษที่รอไว้เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ริบฟิล์มภาพยนตร์ของกลางโจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีกรมอัยการรับรองว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้เรียงกระทงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ8 เดือนและปรับคนละ 5,000 บาท

โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปีจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ร้อยตำรวจโทสุธนนั้นมิได้รับราชการในท้องที่เกิดเหตุ ไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเฉพาะในส่วนที่ว่ามีการกระทำเกิดขึ้นหรือไม่อย่างไรเท่านั้น ไม่มีส่วนรู้ถึงว่าจะเป็นการกระทำของบุคคลใด จึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความแตกต่างไปจากที่รู้เห็นจริง ๆ เพื่อเป็นการปรักปรำหรือให้ร้ายผู้ใด ทำให้เชื่อได้ว่าได้เบิกความไปตามที่รู้เห็นจริง คำเบิกความของร้อยตำรวจโทสุธนนั้นยืนยันข้อเท็จจริงในส่วนที่ว่า ภาพยนตร์ที่ฉายนั้นเป็นภาพยนตร์ที่แสดงออกถึงความสัมพันธ์ทางเพศอันเป็นภาพลามกอนาจารนอกจากโจทก์จะมีคำของร้อยตำรวจโทสุธนเบิกความยืนยันถึงลักษณะของภาพยนตร์ที่ฉายในวันเกิดเหตุแล้ว

โจทก์ยังมีคำเบิกความของนายสมภพพิสิษฐ์ชัยกุล และนายจรัญ สุนทรวารี ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าชมภาพยนตร์ที่ฉายในขณะเกิดเหตุให้ข้อเท็จจริงได้ความในทำนองเดียวกันว่าภาพยนตร์ที่ฉายนั้นเป็นภาพยนตร์ที่แสดงความสัมพันธ์ทางเพศ สำหรับรายละเอียดของภาพยนตร์ที่แตกต่างกันไปจากคำเบิกความของพยานโจทก์และฟิล์มภาพยนตร์ของกลางนั้น เห็นว่าเป็นข้อแตกต่างในส่วนปลีกย่อยซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้เนื่องจากแต่ละคนพูดถึงภาพที่แสดงออกในแต่ละตอนเท่าที่จำได้และการจดจำรายละเอียดนั้นอาจจะคลาดเคลื่อนได้เนื่องจากเวลาล่วงเลยมานานทั้งภาพที่ปรากฏจากฟิล์มของกลางนั้นก็อาจจะเป็นคนละตอนกับที่ฉายไปแล้วก็ได้ ซึ่งจะถือเอาข้อแตกต่างในส่วนปลีกย่อยนี้มาเป็นข้อชี้ว่าพยานโจทก์ไม่รู้เห็นนั้นย่อมไม่ได้ ในเมื่อส่วนสาระสำคัญจากคำเบิกความของพยานนั้นได้เนื้อหาต้องตรงกันว่าเป็นภาพยนตร์ที่แสดงออกถึงความสัมพันธ์ทางเพศอันเป็นภาพลามกอนาจาร ข้อที่จำเลยทั้งสามนำสืบว่าในวันเกิดเหตุนั้นกำลังฉายภาพยนตร์เรื่องสงครามแผ่นดินใหญ่นั้น

ไม่มีเหตุผลให้รับฟังได้ เพราะฟิล์มภาพยนตร์ของกลางที่เจ้าพนักงานยึดได้จากห้องฉายภาพยนตร์ อันเป็นฟิล์มภาพยนตร์ที่แสดงออกถึงความสัมพันธ์ทางเพศตามที่ปรากฏในรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.10 นั้นเป็นหลักฐานยืนยันให้เห็นเป็นการแน่นอนอีกชั้นหนึ่ง จึงเชื่อได้โดยปราศจากสงสัยว่าภาพยนตร์ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันมีและนำออกฉายนั้น เป็นภาพยนตร์ลามกอนาจาร

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยทั้งสามกระทำผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นสำหรับในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานนั้น โจทก์มีร้อยตำรวจโทชูศักดิ์ พิชิตภัย เบิกความว่า เมื่อตำรวจไปที่ห้องฉายภาพยนตร์นั้น ห้องดังกล่าวปิดอยู่เรียกให้เปิด จำเลยที่ 2 ที่ 3ซึ่งอยู่ข้างในไม่ยอมเปิด ตำรวจต่อตัวกันปืนขึ้นไปดู เห็นมีการย้ายเครื่องฉายภาพยนตร์และฟิล์มภาพยนตร์หลบหนีเข้าไปในอีกห้องหนึ่งและได้ความตามคำเบิกความพันตำรวจโทนัทธีว่า เมื่อเปิดประตูห้องฉายภาพยนตร์ออกมาแล้วมีห้องหนึ่งใส่กุญแจอยู่ จำเลยที่ 1 ได้เข้าไปในห้องฉายภาพยนตร์ตำรวจเข้าไปงัดกุญแจ แต่จำเลยทั้งสามขัดขวางมิให้เข้าไปงัดกุญแจห้อง

พันตำรวจโทนัทธีจึงกันจำเลยทั้งสามไว้แล้วให้ตำรวจงัดกุญแจเข้าไปตรวจค้นในห้องดังกล่าว พบเครื่องฉายภาพยนตร์ขนาด 16 มิลลิเมตรและฟิล์มขนาดเดียวกัน จึงยึดมาเป็นของกลางว เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงาน กระทำการไปตามหน้าที่ไม่มีเหตุกับจำเลยทั้งสามมาก่อน จึงไม่มีข้อสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้เบิกความเพื่อเป็นการกลั่นแกล้งจำเลยให้รับโทษจึงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำดังนั้นจริง ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสามนั้นคงมีแต่คำเบิกความของจำเลย ไม่มีพยานอื่นมาเบิกความสนับสนุนให้มีน้ำหนักที่จะฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ การที่จำเลยทั้งสามกระทำการในลักษณะดังกล่าว แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยทั้งสามว่าประสงค์จะมิให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานในการตรวจค้นจับกุมลุล่วงไปโดยสะดวก ถือได้ว่าเป็นการขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่

ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยทั้งสามกระทำผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

Result

พิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
อุดม เฟื่องฟุ้ง · พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · อากาศ บำรุงชีพ
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2700/2525

บรรยายฟ้องว่าจำเลยนำฟิล์มภาพยนตร์ซึ่ง อ. และ ส. เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ออกฉายเรียกเก็บเงินในการค้าโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์และมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในภาพยนต…

Supreme Court Judgment No. 952/2563

เดิมโจทก์ร่วมเคยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกอีกสองคนเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ในคดีหมายเลขดำที่ 481/2558 ซึ่งเป็นการกระทำเดียวกันกับคดีนี้ ต่อมาโจทก์ร่วมยื่นคำร้องข…

Supreme Court Judgment, B.E. 2562 (ref. 662894)

การกระทำความผิดของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ตาม ป.อ. มาตรา 215 วรรคแรก วรรคสาม และมาตรา 216 เป็นความผิดเกี่ยวกับการมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดการวุ่น…

Supreme Court Judgment No. 692/2561

ป.อ. มาตรา 140 วรรคสาม บัญญัติให้ผู้กระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธปืนต้องได้รับโทษหนักกว่าโทษตามที่กฎหมายบัญญัติในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง ก็เพื่อคุ้มครองความปลอดภ…

Supreme Court Judgment No. 7322/2557

ขณะเกิดเหตุดาบตำรวจ บ. และดาบตำรวจ ส. แต่งกายในเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจ พกพาอาวุธปืนสั้นแบบเปิดเผย กำลังมอบหมายให้ อ. ซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานดำเนินการจับกุม ส. โดยทำการใส่กุญแจมือ ส. ได้เพียงข้าง…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up