Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2170/2517

พ.ศ. 2517 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินบริษัท บ. โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน คู่สัญญารู้อยู่ว่ามิได้มีการกู้และค้ำประกันตามนั้น ความจริงจำเลยที่ 2 เป็นผู้กู้โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดตามสัญญาอันแสดงเจตนาลวงนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 สัญญากู้อันถูกอำพรางไว้นั้น จำเลยที่ 2 ก็ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวเพราะจำเลยที่ 2 ทำไปในฐานะเป็นทายาทของกองมรดก ส.ซึ่งมีอำนาจจัดการกู้เงินเพื่อประโยชน์ของกองมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1745 ประกอบด้วยมาตรา 1358 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันให้ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า ความจริงจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส.ได้ตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนไปขอกู้เงินจากบริษัท บ.ซึ่งที่ประชุมของบริษัททราบดีว่ากองมรดกของ ส. เป็นผู้กู้แต่ให้ลงชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้ และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันเป็นนิติกรรมอำพรางจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิด ดังนี้ การที่จำเลยนำสืบว่าความจริงจำเลยที่ 2 เป็นผู้กู้ มิใช่เป็นผู้ค้ำประกัน ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เพราะกรณีเป็นเรื่องนิติกรรมอำพราง ซึ่งมาตรา 94 ไม่ตัดสิทธิจำเลยในอันที่จะนำสืบแสดงว่าสัญญาที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง มาตรา 94 ก็ห้ามแต่เฉพาะเรื่องการนำพยานบุคคลเข้ามาสืบแทนเอกสารเท่านั้นไม่ได้ห้ามในการนำสืบหักล้างพยานเอกสารด้วยเอกสารโดยมีการสืบพยานบุคคลประกอบข้อความและลายมือชื่อในเอกสารนั้น จำเลยเพียงแต่กล่าวมาในคำแก้ฎีกาว่า ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับนั้น ไม่มีเหตุอันสมควรชอบที่โจทก์จะต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยนั้น จำเลยย่อมไม่มีสิทธิจะร้องขอให้ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และจำเลยจะฎีกาในเรื่องดุลพินิจเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมโดยเฉพาะไม่ได้ แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรก็อาจสั่งให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยได้ในฐานะที่จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีในชั้นที่สุด

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งตามมาตรา ๑๗แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ให้บริษัทบางกอกกระสอบ จำกัดพ้นสภาพจากบริษัทให้กิจการทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทตกเป็นของรัฐและให้โจทก์เป็นเจ้าของกิจการ เมื่อครั้งบริษัทบางกอกกระสอบ จำกัด ยังไม่พ้นสภาพจำเลยที่ ๑ ได้ยืมเงินบริษัทไป ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีกำหนด ๑ ปีในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๘ ต่อปี โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันและเอาหุ้นที่จำเลยที่ ๒ ซื้อเพิ่มจากสหธนาคารกรุงเทพ จำกัด ประกันหนี้รายนี้ด้วยครบกำหนดสัญญาและโจทก์ได้ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การว่า คำสั่งนายกรัฐมนตรีไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สัญญากู้และสัญญาค้ำประกันเป็นนิติกรรมอำพรางเพราะจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้จัดการมรดกได้รับหนังสือให้ชำระค่าหุ้นของบริษัทสหธนาคารกรุงเทพจำกัดที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้ถึงแก่อสัญกรรมเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ และมีสิทธิจะซื้อเพิ่มเป็นเงิน ๔,๙๖๒,๕๐๐ บาท หากกองมรดกไม่ชำระเงินพร้อมกับซื้อหุ้นที่เพิ่มขึ้นธนาคารจะจำหน่ายหุ้นให้แก่ผู้อื่น ขณะนั้นคณะกรรมการสอบสวนทรัพย์สินของรัฐในกองมรดกของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้อายัดเงินกองมรดกและของจำเลยที่ ๒ ไว้ทั้งหมด จำเลยที่ ๒ ได้ขออนุมัติต่อคณะกรรมการสอบสวนทรัพย์สินฯ เพื่อถอนเงินในบัญชีไปซื้อหุ้นที่เพิ่มขึ้นแต่คณะกรรมการดังกล่าวไม่อนุมัติ

จำเลยที่ ๒ จึงตั้งจำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนไปกู้เงินจากบริษัทบางกอกกระสอบจำกัด ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทบางกอกกระสอบจำกัดทราบว่ากองมรดกของจอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ เป็นผู้กู้เงินรายนี้ แต่ลงชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นผู้กู้ และลงชื่อจำเลยที่ ๒ในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นผู้ค้ำประกัน โดยเอาใบหุ้นของบริษัทสหธนาคารกรุงเทพจำกัด เป็นประกันด้วย มิใช่เป็นหนี้ส่วนตัวของจำเลยทั้งสองและโจทก์ชอบที่จะบังคับ เอาจากใบหุ้นที่กองมรดกซื้อเพิ่มเติมจำนวน ๔๙,๖๒๕ หุ้น และมอบให้บริษัท บางกอกกระสอบจำกัดยึดไว้เป็นประกันหนี้รายนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้หุ้นดังกล่าวตกเป็นของรัฐ หนี้ที่เกิดเพื่อให้มีหุ้นขึ้นก็จะต้องตกเป็นของรัฐด้วยการที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในหนี้สินนั้นอีก เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย วันชี้สองสถาน คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันบางประการ แล้วศาลชั้นต้นงดสืบพยาน และพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ย ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระให้จำเลยที่ ๒ ชำระแทน

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ในประเด็น (๑) จำเลยได้กู้เงินจำนวนนี้ไปซื้อหุ้นของบริษัทสหธนาคารกรุงเทพจำกัดจริงหรือไม่ (๒) การทำสัญญากู้ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับบริษัทบางกอกกระสอบจำกัดเป็นเจตนาลวงหรือไม่ (๓) จำเลยที่ ๒ ค้ำประกันในฐานะอะไร (๔) จำเลยที่ ๒ ได้เอาใบหุ้นไปจำนำไว้จริงหรือไม่ และ (๕) ใบหุ้นที่ถูกริบไปทั้งหมดมีราคาเท่าใด ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาใหม่แล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า การทำสัญญากู้ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับบริษัทบางกอกกระสอบ จำกัด เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยทั้งสองฝ่ายต่างรู้กันอยู่แล้วว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นผู้กู้ และในสัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ ๒ กับบริษัทบางกอกกระสอบจำกัดก็เช่นเดียวกันคู่สัญญาแสดงเจตนาลวงโดยทั้งสองฝ่ายต่างรู้กันอยู่ว่าไม่มีการค้ำประกันตามนั้น แต่มีนิติกรรมที่ถูกอำพรางอยู่ คือสัญญากู้ที่จำเลยที่ ๒ ทำกับบริษัทบางกอกกระสอบจำกัดในฐานะเจ้าของรวมและตัวแทนทายาทจึงเป็นทั้งเรื่องเจตนาลวงและนิติกรรมอำพรางในเรื่องเจตนาลวงนั้นจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดต่อบริษัทบางกอกกระสอบ จำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๘ ส่วนในเรื่องนิติกรรมอำพรางเห็นว่า

จำเลยที่ ๒ กระทำเพื่อประสงค์จะรักษากองมรดกของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไว้มิให้สูญเสียผลประโยชน์อันจะพึงมีพึงได้แม้ขณะจำเลยที่ ๒ ร้องขออนุมัติต่อคณะกรรมการสอบสวนทรัพย์สินฯขอถอนเงินนั้น จำเลยที่ ๒ ยังไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกจอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ แต่จำเลยที่ ๒ ก็เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกเป็นทายาทด้วยผู้หนึ่ง ย่อมมีอำนาจจัดการกู้เงินได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๔๕ ประกอบด้วยมาตรา ๑๓๕๘ ไม่มีเหตุอันใดที่จะให้จำเลยที่ ๒ รับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัว และวินิจฉัยว่า

ที่โจทก์ฎีกาว่าการที่จำเลยนำสืบว่า ความจริงจำเลยที่ ๒ เป็นผู้กู้ยืม มิใช่เป็นผู้ค้ำประกันนั้นเป็นการสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญากู้ยืม และสัญญาค้ำประกันต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ นั้น เห็นว่ากรณีนี้เป็นเรื่องนิติกรรมอำพราง ซึ่งมาตรา ๙๔ ไม่ตัดสิทธิจำเลยในอันที่จะนำสืบแสดงว่าสัญญาที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งบทบัญญัติแห่งมาตรา ๙๔ นี้ก็ห้ามแต่เฉพาะเรื่องการนำพยานบุคคลเข้ามาสืบแทนเอกสารเท่านั้น แต่ในคดีนี้จำเลยนำสืบหักล้างพยานเอกสารด้วยเอกสารโดยมีการสืบพยานบุคคลประกอบข้อความในเอกสารและลายมือในเอกสารเท่านั้นกรณีไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติมาตรานี้แต่อย่างใด

ส่วนที่จำเลยแก้ฎีกาด้วยว่า การที่ศาลล่างทั้งสองสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับนั้นไม่มีเหตุอันสมควร ชอบที่โจทก์จะต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๑ นั้นเห็นว่าจำเลยเพียงแต่กล่าวเรื่องนี้ไว้ในคำแก้ฎีกาจำเลยย่อมไม่มีสิทธิจะร้องขอให้ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่ในขณะเดียวกันจำเลยก็จะฎีกาในเรื่องดุลพินิจเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมโดยเฉพาะไม่ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๖๑, ๑๖๗ วรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖ และ ๒๔๗แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยตลอดมาทุกชั้นศาลในฐานะที่จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีในชั้นที่สุด

Result

พิพากษาแก้เฉพาะเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม เป็นให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย รวมทั้ง ๕ ศาลโดยกำหนดค่าทนายให้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
ธานินทร์ กรัยวิเชียร · ดวง ดีวาจิน · แผ้ว ศิวะบวร
Lower court
ศาลแพ่ง - นายจันทร์ ระรวยทรง
ศาลอุทธรณ์ - นายมงคล วัลยะเพ็ชร์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5292/2548

โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลย จำเลยให้การว่าไม่ได้กู้เป็นเรื่องการเล่นแชร์กัน การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยเล่นแชร์กับโจทก์และจำเลยประมูลแชร์ได้ โจทก์ซึ่งเป็นนายวงแชร์ให้จำเลยทำสัญญากู้เงินเพื่อเป็นประกันว…

Supreme Court Judgment No. 1158/2498

โจทก์ประสงค์จะขายฝากที่ดินของตนบางส่วน แต่เพื่อความสะดวกในทางทะเบียนผู้รับขายฝากกับโจทก์จึงตกลงกันว่าให้โจทก์ทำขายฝากไว้กับผู้รับขายฝากทั้งหมดส่วนที่โจทก์ไม่ได้ขายฝากไว้นั้น ผู้รับขายฝากได้ทำเป็นหนังส…

Supreme Court Judgment No. 6601/2558

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์ทำกับ ส. ข้อ 1 ระบุว่า ส. จะขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์ ข้อนี้จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้คดีมาตั้งแต่ยื่นคำให้การใน

Supreme Court Judgment No. 10927/2557

โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์เพิ่มเติมจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามา แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาตามทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้น จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ที่โจทก์เสียเกินมา และ…

Supreme Court Judgment No. 12104/2553

ค่าทนายความที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 เป็นความรับผิดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ผู้ฎีกาจะต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 หาใช่หนี้ตามคำพิพากษาในเนื้อหาคดี อันโจทก์จะพึงมีสิทธิยื่น…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up