คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1และที่ 2 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานที่มีคำสั่งให้โจทก์ในฐานะนายจ้างจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวมจำนวน 83,090 บาท ให้แก่จำเลยที่ 3 และโจทก์วางเงินพร้อมฟ้องจำนวน 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจากจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งดังกล่าวโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินไปจนคดีถึงที่สุด
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลแรงงานกลางตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์ต้องวางเงินตามจำนวนที่พนักงานตรวจแรงงานสั่ง แต่โจทก์วางเงินเพียง 10,000 บาท เท่านั้น จึงไม่รับคำฟ้องโจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "แม้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคสาม จะบัญญัติว่า"ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้น จึงจะฟ้องคดีได้"ซึ่งทำให้นายจ้างต้องนำเงินมาวางต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานพร้อมกับคำฟ้องก็ตาม แต่ก็ไม่ห้ามนายจ้างที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานขยายระยะเวลาวางเงินได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องพร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินบางส่วนต่อศาล
ศาลแรงงานกลางจะต้องมีคำสั่งคำร้องขอดังกล่าวก่อนจะพิจารณาสั่งคำฟ้องว่าจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินหรือไม่ เพียงใด การที่ศาลแรงงานกลางพิจารณาสั่งคำฟ้องโดยไม่พิจารณาสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินก่อนนั้นเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณามาตรา 243(2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินต่อศาลก่อน"
Result
พิพากษายกคำสั่งศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินต่อศาลก่อน แล้วจึงพิจารณาสั่งคำฟ้องและดำเนินการต่อไป