Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 21897/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมและในฐานะผู้จัดการมรดกของมารดาโจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทซึ่งอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์คืนจากจำเลยทั้งสาม จึงเป็นการเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสามในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ผู้ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ มิใช่กรณีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วยกันพิพาทกันด้วยเรื่องสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งทรัพย์มรดกอันจะอยู่ภายใต้บังคับอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามเกิน 10 ปี นับแต่มารดาโจทก์ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์ฟ้องอ้างว่า ภายหลังจากมารดาโจทก์ถึงแก่ความตาย บิดาโจทก์ได้นำทรัพย์สินอันเป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์ไปซื้อที่ดินหลายแปลงรวมทั้งที่ดินพิพาท ตามคำฟ้องดังกล่าวจึงเป็นกรณีของการนำทรัพย์สินกองมรดกไปใช้ประโยชน์ ดังนั้น แม้จะเป็นความจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ที่ดินพิพาทที่บิดาโจทก์ซื้อมาก็หาตกเป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์ไม่ แต่ต้องถือว่าเป็นทรัพย์สินของบิดาโจทก์ ส่วนการใช้จ่ายเงินจากกองมรดกนั้น หากเกินส่วนที่ตนควรได้ไปก็เป็นเรื่องที่บิดาโจทก์จะต้องรับผิดต่อทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของมารดาโจทก์ โจทก์หาอาจที่จะมาฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดเป็นคดีนี้ได้ไม่ ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามส่งมอบที่ดินพิพาทคืนหรือไม่ เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 246 และมาตรา 247

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามส่งมอบโฉนดที่ดินทุกแปลงตามฟ้องแก่โจทก์ และให้ไปทำการจดทะเบียนโอนแบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่ละแปลงตามฟ้องจำนวนครึ่งหนึ่งแก่โจทก์ โดยจดทะเบียนสิทธิให้โจทก์ในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของมารดาโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ครึ่งหนึ่ง หรือให้นำที่ดินทุกแปลงหรือบางแปลงที่ไม่อาจตกลงกันได้ออกประมูลขายในระหว่างทายาทด้วยกัน หรือขายให้แก่บุคคลภายนอกแล้วนำเงินที่ได้แบ่งครึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกจำเลย 2 และที่ 3 ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน ต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ตั้งจำเลยที่ 2 เป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2157 ตำบลปทุมวัน อำเภอสามเพ็ง กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางต้า จำนวนเนื้อที่หนึ่งในสาม ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 19270 ถึง 19280 ตำบลอนุสาวรีย์ (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางต้าจำนวนเนื้อที่หนึ่งในสาม ให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 19287 ถึง 19291 ตำบลอนุสาวรีย์ (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางต้าจำนวนเนื้อที่หนึ่งในสาม ให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 19281 ถึง 19286 ตำบลอนุสาวรีย์ (หลุมไผ่)

อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางต้าจำนวนเนื้อที่หนึ่งในสาม กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 19292 และ 19293 ตำบลอนุสาวรีย์ (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางต้าจำนวนเนื้อที่หนึ่งในสาม หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการดังกล่าว ให้นำทรัพย์สินออกประมูลขายในระหว่างโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่มีชื่อเป็นเจ้าของหรือขายทอดตลาดแก่บุคคลภายนอกแล้วนำเงินที่ขายได้เฉพาะค่าที่ดินมาแบ่งกันตามส่วนดังกล่าวข้างต้น หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายยอดยิ่งกับนางต้า และเป็นผู้จัดการมรดกของนางต้า นายยอดยิ่งบิดาโจทก์กับนางต้ามารดาโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ก่อนปี 2478 มีบุตรด้วยกัน 7 คน แต่เสียชีวิตไปแล้ว 2 คน เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2507 มารดาโจทก์ถึงแก่ความตาย ต่อมาเมื่อปี 2508 บิดาโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้อยู่กินฉันสามีภริยา เมื่อปี 2512 บิดาโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2157 ตำบลปทุมวัน อำเภอสำเพ็ง กรุงเทพมหานคร และที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2214 ตำบลอนุสาวรีย์ (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร โดยในวันเดียวกับที่บิดาโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2214 บิดาโจทก์ได้นำที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวไปจำนองไว้แก่บริษัทไทยสมุทรพาณิชย์ประกันภัย

จำกัด ต่อมาได้ไถ่ถอนจำนองคืนและนำไปจำนองใหม่ไว้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ระหว่างจำนองอยู่นั้นเมื่อปี 2514 บิดาโจทก์ได้ขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2214 เป็นแปลงย่อยรวม 29 แปลง ต่อมาเมื่อปี 2524 บิดาโจทก์โอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2157 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และเมื่อปี 2526 บิดาโจทก์ได้ไถ่ถอนจำนองและโอนที่ดินที่แบ่งแยกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 2214 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 บางส่วน ซึ่งได้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 19281 ถึง 19286 โอนให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 19287 ถึง 19291 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 19292 และ 19293 ซึ่งรวมโฉนดมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 19292 ถึง 19294 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และต่อมาเมื่อปี 2536 บิดาโจทก์ได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินโฉนดเลขที่ 19270 ถึง 19280 ตำบลอนุสาวรีย์ (หลุมไผ่)

อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ดินแปลงที่แบ่งแยกมาจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2214 เช่นกันให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2543 บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จึงได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงที่บิดาโจทก์ทำพินัยกรรมยกให้ดังกล่าวมาเป็นของตนเอง เห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามก่อนว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมและในฐานะผู้จัดการมรดกของนางต้ามารดาฟ้องเรียกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2157 และ 2214 ซึ่งอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์คืนจากจำเลยทั้งสาม จึงเป็นการเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสามในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ผู้ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้

มิใช่กรณีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วยกันพิพาทกันด้วยเรื่องสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งทรัพย์มรดกอันจะอยู่ภายใต้บังคับอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามเกิน 10 ปี นับแต่มารดาโจทก์ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่า ภายหลังจากมารดาโจทก์ถึงแก่ความตาย บิดาโจทก์ได้นำทรัพย์สินอันเป็นทรัพย์มรดกของนางต้ามารดาโจทก์ไปซื้อที่ดินหลายแปลง รวมทั้งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2157 และ 2214 ตามคำฟ้องดังกล่าวจึงเป็นกรณีของการนำทรัพย์สินกองมรดกไปใช้ประโยชน์ ดังนั้น แม้จะเป็นความจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงที่บิดาโจทก์ซื้อมาก็หาตกเป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์ไม่ แต่ต้องถือว่าเป็นทรัพย์สินของบิดาโจทก์ ส่วนการใช้จ่ายเงินจากกองมรดกนั้น หากเกินส่วนที่ตนควรได้ไปก็เป็นเรื่องที่บิดาโจทก์จะต้องรับผิดต่อทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของมารดาโจทก์

โจทก์หาอาจที่จะมาฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดเป็นคดีนี้ได้ไม่ ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามส่งมอบที่ดินพิพาทคืนหรือไม่ เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

Result

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
วีระชาติ เอี่ยมประไพ · อนันต์ วงษ์ประภารัตน์ · วิจิตร วิสุชาติ
Lower court
ศาลแพ่ง - นายสุรัชฎ์ เตชัสวงศ์
ศาลอุทธรณ์ - นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล
Supreme Court black case no.
พ.1315/2551
Trial court black case no.
พ2303/2546
Trial court red case no.
พ2604/2546
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2239/2559

ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง บัญญัติว่า "คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง" เห็นว่า แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะเป็นบทจำกัดอายุความฟ้องร้องเป็นกรณีพิเศษ ให้ท…

Supreme Court Judgment No. 13287/2558

ผู้ร้องได้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์มาจากโจทก์ที่ 1 ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ที่โอนด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทางภาระจำยอมได้ ดังนั้น ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าได้…

Supreme Court Judgment No. 6078/2554

เช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้จึงไม่มีหนี้ตามเช็คพิพาทที่จำเลยที่ 1 ผู้สลักหลังอาวัลผู้สั่งจ่ายต้องรับผิดแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 อำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเล…

Supreme Court Judgment No. 7330/2553

ผู้ร้องทราบนัดและเข้าร่วมประชุมคราวปัญหาพร้อมกับผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ ครบทั้งหมด 7 คน สำหรับการประชุมคราวปัญหาได้มีการแจ้งนัดประชุมให้ผู้ร้องทราบทางโทรศัพท์และเป็นการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน ซึ่งผู้ร้…

Supreme Court Judgment No. 10545/2553

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) บุคคลใดต้องใช้สิทธิทางศาลจะต้…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up