Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 22020/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2554 มาตรา 11 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 และให้ใช้ความใหม่แทน โดยมาตรา 14 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า "ถ้าผู้กระทำความผิดหรือผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิด... เป็นเจ้าพนักงานออกบัตร เจ้าพนักงานตรวจบัตร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องระวางโทษ..." ต่างจากมาตรา 14 วรรคสาม เดิม ที่บัญญัติว่า "ถ้าผู้กระทำความผิดหรือผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิด... เป็นเจ้าพนักงาน ไม่ว่าจะมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษ..." จึงถือว่าจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ใหญ่บ้านเป็นเพียงเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ไม่ใช่เจ้าพนักงานออกบัตร เจ้าพนักงานตรวจบัตร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4 อันจะต้องรับโทษหนักขึ้นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 14 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ กฎหมายใหม่ส่วนนี้จึงเป็นคุณมากกว่า และนอกจากนั้นความผิดฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ตามกฎหมายที่ใช้บังคับใหม่เป็นความผิดตาม มาตรา 14 (2) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งมีระวางโทษน้อยกว่ามาตรา 14 (1) เดิม ที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องรวมทั้งกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

Provisions the court ruled on

พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 Section 14 ป.อ. Section 3 ป.วิ.อ. Section 195 ป.วิ.อ. Section 225

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้า ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 267

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 มาตรา 8 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 267 ประกอบ มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 5 มีกำหนดคนละ 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) วรรคสอง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 5 คนละ 4 เดือน 15 วัน และจำเลยที่ 3 คงจำคุก 9 เดือน ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง ชอบหรือไม่ และฟ้องโจทก์เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในเรื่องความผิดต่อพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) (6) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องแยกกันชัดเจนเป็น 2 กระทง กระทงแรกตามฟ้องข้อ ก. เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ที่ 4 และนายนัดสรี ร่วมกันกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และฐานทำ

ใช้ หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ เพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ ส่วนกระทงที่ 2 ตามฟ้องข้อ ข. เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน กับจำเลยที่ 2 ที่ 5 และนายนัดสรี ร่วมกันแจ้งข้อความและแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการที่นายนัดสรีแสดงตัวเป็นนายอนุชายื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่อ้างว่าบัตรเดิมสูญหาย โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นผู้รับรอง โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 และ นายนัดสรี กระทำความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในสำเนาทะเบียนบ้าน และฐานแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนบ้านโดยมิชอบตามฟ้องข้อ

ก. ด้วยแต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง กับฟ้องโจทก์เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ตามฟ้องข้อ ข. เป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง และมาตรา 14 (1) วรรคสาม โจทก์ไม่จำต้องระบุอนุมาตราหรือวรรคของบทมาตราที่ขอให้ลงโทษมาในคำขอท้ายฟ้องด้วย เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) มิได้บังคับไว้เช่นนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง ตรงตามโจทก์บรรยายฟ้อง ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตามนั้น มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ฎีกาของโจทก์และของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 รู้ว่านายนัดสรีผู้ขอมีบัตรตามแบบ บ.ป.1 ไม่ใช่นายอนุชา ตามสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 60/303 หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 กับนายนัดสรีต่างพบกันโดยบังเอิญที่ที่ว่าการอำเภอบ้านฉาง และสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 60/303 ของจำเลยที่ 1 ก็มีชื่อนายอนุชาเป็นผู้อาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ดังกล่าว รวมทั้งนายนัดสรีมีสูติบัตรและบอกต่อพวกตนว่ามีชื่อจริงว่านายอนุชา นั้น จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ต่างไม่มีพยานบุคคลหรือพยานเอกสารมาแสดงยืนยันว่าจำเลยที่ 5 ไปขายของ จำเลยที่ 2 ไปตีตั๋วโค กระบือ จำเลยที่ 3 ไปทำธุระเกี่ยวกับหนังสือทะเบียนราษฎรให้แก่ลูกบ้านที่ที่ว่าการอำเภอบ้านฉางตามที่กล่าวอ้างว่าจริงหรือไม่

นอกจากคำกล่าวอ้างของพวกจำเลยเอง โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มิได้ถามค้านพยานโจทก์ปากนางปริยากรให้เห็นแตกต่างเป็นอย่างอื่นว่าหลังจากนายนัดสรีได้รับคำแนะนำจากนางปริยากรแล้ว จำเลยที่ 2 ที่ 3 และ ที่ 5 มิได้เดินทางไปพบนางปริยากรพร้อมกับนายนัดสรี และนายนัดสรีมีสูติบัตรมาแสดงพร้อมสำเนาทะเบียนบ้านด้วย จึงเชื่อว่านายนัดสรีเดินทางไปพบนางปริยากรอีกครั้งพร้อมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และ ที่ 5 มิใช่เป็นการพบกันโดยบังเอิญ และนายนัดสรีไม่มีสูติบัตรเป็นหลักฐาน ดังนั้น เมื่อผู้ขอมีบัตรไม่ใช่นายอนุชา แต่เป็นนายนัดสรีผู้ไม่มีสัญชาติไทย ลำพังการที่นายนัดสรีมีสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 60/303 ของจำเลยที่ 1 ที่มีชื่อนายอนุชาเป็นผู้อาศัยมาแสดง โดยจำเลยที่ 3 อ้างว่า

จำเลยที่ 3 รู้จักกับจำเลยที่ 1 เจ้าบ้านและจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 3 ช่วยลงชื่อรับรองและบอกว่าผู้ขอมีบัตรเป็นญาติของจำเลยที่ 4 และที่ 5 แม้จำเลยที่ 3 จะไม่รู้จักจำเลยที่ 4 และที่ 5 จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ใหญ่บ้านก็รับรองให้ทั้งที่ไม่เคยรู้จักผู้ขอมีบัตรมาก่อน รวมทั้งจำเลยที่ 3 ก็ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้การต่อพนักงานสอบสวนเช่นเดียวกัน ตามบันทึกถ้อยคำ บันทึกคำให้การ เมื่อบันทึกคำให้การรับรองบุคคล ด้านหลังมีข้อความชัด จำเลยที่ 3 ต้องทราบข้อความในบันทึกคำให้การรับรองบุคคลดีเพราะเคยให้การรับรองลูกบ้านมาหลายครั้งแล้ว แสดงว่าจำเลยที่ 3 กระทำไปโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันจำเลยที่ 3 ก็ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าผู้ขอมีบัตรต้องได้บัตรประจำตัวประชาชนฉบับใหม่จากการรับรองของตน จึงเป็นการแจ้งความเท็จโดยเจตนา

ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 5 ก็รู้จักคุ้นเคยกับนายนัดสรีมาก่อน แม้จำเลยที่ 5 จะเบิกความว่าไม่ได้เป็นญาติพี่น้องกับนายนัดสรี แต่นายนัดสรีเคยแจ้งว่าเป็นญาติกับจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 2 เคยสอบถามเรื่องดังกล่าวจากจำเลยที่ 4 ซึ่งรู้จักนายอนุชามาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะจำเลยที่ 5 เคยค้าขายผ้ากับนายนัดสรีมาประมาณ 10 ปี ย่อมต้องรู้ประวัติส่วนตัวกัน พยานหลักฐานจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงมีพิรุธไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 รู้ว่านายนัดสรีผู้ขอมีบัตรตามแบบ บ.ป.1 ไม่ใช่นายอนุชาตามสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 60/303 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้รับรอง โดยจำเลยที่ 2 และที่ 5 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในการขอมีบัตรใหม่ จึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน เป็นการร่วมกันกับนายนัดสรีแจ้งข้อความและแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน

ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2554 มาตรา 11 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 และให้ใช้ความใหม่แทน โดยมาตรา 14 วรรคสามที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า "ถ้าผู้กระทำความผิดหรือผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิด... เป็นเจ้าพนักงานออกบัตร เจ้าพนักงานตรวจบัตร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องระวางโทษ..." ต่างจากมาตรา 14 วรรคสาม เดิม ที่บัญญัติว่า "ถ้าผู้กระทำความผิดหรือผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิด... เป็นเจ้าพนักงาน

ไม่ว่าจะมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษ..." จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ใหญ่บ้านเป็นเพียงเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ไม่ใช่เจ้าพนักงานออกบัตร เจ้าพนักงานตรวจบัตร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ มาตรา 4 อันจะต้องรับโทษหนักขึ้นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 14 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ กฎหมายใหม่ส่วนนี้จึงเป็นคุณมากกว่า และนอกจากนั้นความผิดฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ตามกฎหมายที่ใช้บังคับใหม่เป็นความผิดตาม มาตรา 14 (2) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งมีระวางโทษน้อยกว่ามาตรา 14 (1)

เดิม ที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น

เห็นว่า บัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารสำคัญของทางราชการที่ออกให้โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่งเพื่อให้เป็นพยาน หลักฐานในการแสดงตนของบุคคล การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 นับว่าก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ทางราชการ และอาจสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนผู้สุจริตทั่วไปที่นายนัดสรีอาจนำบัตรประจำตัวประชาชนฉบับใหม่ไปใช้แอบอ้างอีกด้วย แม้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ประกอบอาชีพสุจริต มีความประพฤติดี ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชอบช่วยเหลือทางราชการและทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม มีหนังสือรับรองของนายกเทศมนตรี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ฯลฯ จำเลยที่ 2 มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว

จำเลยที่ 3 มีอายุมาก จำเลยที่ 5 ต้องพบแพทย์ทุกเดือน ก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 แต่เนื่องจากขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ ทั้งจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ไม่เคยต้องโทษจำคุก เห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกระยะสั้นและเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14(2) วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีกำหนดคนละ 3 เดือน แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

Matter details

Panel of judges
สุนันท์ ชัยชูสอน · ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์ · สุทธินันท์ เสียมสกุล
Lower court
ศาลจังหวัดระยอง - นายไพรัช หนุนพระเดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
Supreme Court black case no.
อ.2380/2551
Trial court black case no.
อ1204/2545
Trial court red case no.
อ2574/2547
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 6416/2556

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2554 มาตรา 11 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งแก้ไขโดย พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่…

Supreme Court Judgment No. 788/2545

ขณะจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505(ฉบับเก่า) ยังมีผลบังคับใช้อยู่แม้ต่อมาพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526(ฉบับใหม่) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้…

Supreme Court Judgment No. 875/2568

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่ง…

Supreme Court Judgment No. 434/2568

กรณีพนักงานส่วนท้องถิ่นกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็…

Supreme Court Judgment No. 4302/2567

การพิจารณาว่าโจทก์จะอุทธรณ์คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้หรือไม่ ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 โดยความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาต…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up