Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2222/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ (พ.ศ.2518-2519) มิได้บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่ารายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นจะจัดทำกันโดยใช้ระบบเกณฑ์สิทธิหรือเกณฑ์เงินสด จึงต้องนำมาตรา 39 ว่าด้วยข้อความทั่วไปของภาษีเงินได้มาใช้บังคับ ซึ่งเห็นได้ว่าเงินได้อันจะนำมาคำนวณภาษีนั้นจะเป็นเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นก็ดีต้องเป็นสิ่งที่ได้รับมาแล้วมิใช่เป็นแต่เพียงสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นในภายหน้า ฉะนั้นการที่โจทก์จัดทำบัญชีค่าเช่าเป็นรายได้โดยใช้ระบบเกณฑ์เงินสดคือนำค่าเช่าที่ได้รับมาแล้วเป็นหลักในการคำนวณกำไรสุทธิจึงเป็นการชอบแล้ว

Provisions the court ruled on

ป.รัษฎากร Section 39 ป.รัษฎากร Section 65

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ประกอบกิจการให้เช่าที่ดินและอาคารกับถือหุ้นในบริษัทจำกัดอื่น ๆ มีรายได้จากค่าเช่าและเงินปันผล ต่อมากองตรวจสอบภาษีอากรเรียกตรวจสอบบัญชีประจำปี ๒๕๑๘, ๒๕๑๙ และแจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์ทำบัญชีตามเกณฑ์เงินสดไม่ถูกต้องจะต้องทำบัญชีตามหลักเกณฑ์สิทธิ คือรายได้ที่ต้องชำระในรอบระยะเวลาบัญชีปีใดจะต้องนำมาลงบัญชีถือเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปีนั้นด้วยและได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษี ปี ๒๕๑๘ และ ๒๕๑๙ เพิ่มเติมพร้อมเงินเพิ่มตามหนังสือที่ ต.๑/๑๐๗๐/๒/๐๒๔๔๒-๐๒๔๔๓

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ตามหนังสือ ภส.๗ เลขที่ ๒๐๖ ก.-๒๐๖ ข./๒๕๒๕ โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องความเป็นจริงและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ศาลพิพากษายกเลิกเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยให้การว่า การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของประมวลรัษฎากรมาตรา ๖๕ทวิและมาตรา ๖๕ ตรี ซึ่งต้องเป็นไปตามระบบบัญชีเกณฑ์สิทธิและที่ปรากฏว่าโจทก์มีกำไรจากการขายทรัพย์สินเพราะเจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจพบว่าโจทก์ได้จายที่ดินไป ๑ แปลง เจ้าพนักงานประเมินได้ใช้ราคาประเมินของกรมที่ดินเป็นเกณฑ์ในการคำนวณกำไรสุทธิซึ่งเป็นการชอบแล้ว

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ค่าเช่าที่ค้างชำระแม้ถึงกำหนดชำระแล้ว แต่โจทก์ยังไม่ได้รับมาจริง จึงยังไม่เป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๓๙ ที่จะนำไปคำนวณกำไรสุทธิเพื่อคำนวณภาษีเงินได้ดังนั้น ที่เจ้าพนักงานประเมินสั่งให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลกับเงินเพิ่มในรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๑๘, ๒๕๑๙ และที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยการคำนวณกำไรสุทธิของเจ้าพนักงานประเมินของแต่ละปีเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้วจึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนที่เจ้าพนักงานประเมินรายได้จากการขายที่ดินของโจทก์เพื่อนำไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่ากับราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินเป็นการชอบแล้ว จึงพิพากษาแก้ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งต่อมาได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ตามหนังสือที่ ภ.ส.๗ เลขที่ ๒๐๖ ก.-๒๐๖ ข./๒๕๒๕เฉพาะส่วนที่นำเอาค่าเช่าที่ค้างชำระมารวมเป็นเงินได้พึงประเมินในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มของโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสี่ฎีกา ในปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์เกี่ยวกับค่าเช่าตึกแถวหรืออาคาร ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ ๑ ทำการประเมินโดยใช้ระบบเกณฑ์สิทธิเป็นหลักในการคำนวณกำไรสุทธิชอบแล้วจะใช้ระบบเกณฑ์เงินสดดั่งที่โจทก์ฟ้องเป็นหลักในการคำนวณกำไรสุทธิไม่ชอบนั้นศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ ที่ใช้บังคับในขณะเกิดคดีนี้บัญญัติไว้ว่า

'เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี...' ซึ่งมีความหมายเพียงว่า ให้นำกำไรสุทธิมาคำนวณภาษีเงินได้ที่จะต้องเสียให้แก่รัฐส่วนการคำนวณหากำไรสุทธิก็โดยนำรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักรายจ่ายต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๕ ทวิและมาตรา ๖๕ ตรี แต่รายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นจะจัดทำกันโดยใช้ระบบเกณฑ์สิทธิหรือเกณฑ์เงินสด ประมวลรัษฎากรที่ใช้อยู่ในขณะนั้นมิได้บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้ง ดังนั้น จึงต้องนำมาตรา ๓๙ ซึ่งอยู่ในส่วนที่ ๑ ว่าด้วยข้อความทั่วไปของภาษีเงินได้มาใช้บังคับ ตามมาตรา ๓๙ บัญญัติไว้ว่า

'ในหมวดนี้เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น เงินได้พึงประเมินหมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน...' ตามบทกฎหมายดังนี้เป็นที่เห็นได้ชัดว่าเงินได้อันจะนำมาคำนวณภาษีนั้นจะเป็นเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นก็ดี ก็ต้องเป็นสิ่งที่ได้รับมาแล้ว มิใช่เป็นแต่เพียงสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นมาในภายหน้า ซึ่งในขณะครบรอบระยะเวลาบัญชียังไม่เป็นเงินได้ตามมาตรา ๓๙ ที่จะนำไปคิดเป็นกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการของโจทก์ตามมาตรา ๖๕ แต่อย่างใด ความในมาตรา ๖๕ นั้นเองก็ยังใช้คำว่า

'เงินได้'ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีดังนั้นกิจการที่กระทำตามความในมาตรา ๖๕ นี้ หมายความถึงกิจการที่กระทำจนได้เงินมาเป็นเงินได้แล้วนั่นเอง หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่านำระบบเกณฑ์เงินสดมาใช้ในการจัดทำรายได้ เพื่อจะนำมาคำนวณกำไรสุทธิ ฉะนั้น การที่โจทก์จัดทำบัญชีค่าเช่าเป็นรายได้โดยใช้ระบบเกณฑ์เงินสดเพื่อนำมาคำนวณกำไรสุทธิจึงเป็นการชอบแล้ว ที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยทำการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ ถือค่าเช่าเป็นรายได้โดยใช้ระบบเกณฑ์สิทธิเพื่อนำมาคำนวณกำไรสุทธิจึงเป็นการไม่ชอบและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่วินิจฉัยเห็นด้วยกับเจ้าพนักงานประเมินจึงเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ไม่ชอบเช่นเดียวกัน

ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าในรอบระยะเวลาบัญชี ๒๕๑๘ โจทก์ไม่มีรายได้จากการขายที่ดินเป็นเงิน ๖๗๖,๔๓๐ บาท ๒๐ สตางค์ การที่เจ้าพนักงานประเมินนำรายได้จากการขายที่ดินจำนวนเงินดังกล่าวไปประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากโจทก์จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินโฉนดที่ ๖๗๙๐๖ ให้แก่พลตำรวจตรีหม่อมราชวงศ์นิตย์ ภานุมาศ ตามเอกสารหมาย จ.๓ การขายมิใช่เป็นการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.๑ และโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสืบแสดงให้ศาลเห็นถึงราคาขายที่ดินโฉนดที่ ๖๗๙๐๖ ที่แท้จริงว่าเป็นเงินเท่าใด การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ ๑ทำการประเมินรายได้จากการขายที่ดินของโจทก์เพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามราคาประเมินเจ้าพนักงานที่ดินจึงเป็นการชอบแล้ว และเมื่อโจทก์มิได้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลดังกล่าวภายในกำหนดตามที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์จึงต้องเสียเงินเพิ่มตามกฎหมาย การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้ชอบแล้ว

Result

พิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
สมศักดิ์ จูสวัสดิ์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · เสวก จันทร์ผ่อง
Lower court
ศาลแพ่ง - นายชลอ ทองแย้ม
ศาลอุทธรณ์ - นายประวิทย์ ขัมภรัตน์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4727/2561

โจทก์กู้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า มีหนี้สินคงเหลืออยู่ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) โจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 1,195,93…

Supreme Court Judgment No. 10773/2557

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) ในเดือนภาษีสิงหาคม 2540 กันยายน 2540 ตุลาคม 2540 พฤศจิกายน 2540 มกราคม 2541 และมีนาคม 2541 ตามลำดับ มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินเดือนภาษีละ 50,000 บาท…

Supreme Court Judgment No. 123/2540

ทั้งในคำอุทธรณ์การประเมินของโจทก์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และในคำฟ้องของโจทก์ได้อ้างว่าเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งบอกค่าเสื่อมราคาในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2523 เพียง 14,700,159.77 บาท แทนที่จะเป็น 18,700,…

Supreme Court Judgment No. 3583/2534

ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินที่จะนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 ทวิ(2) แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติให้หักได้ตามหลักเกณฑ์วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาดังนั้น ค่าเสื่อมราคา…

Supreme Court Judgment No. 4380/2531

ห้างโจทก์เดิมมี อ. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ต่อมาห้างโจทก์เปลี่ยนหุ้นส่วนผู้จัดการเป็น น. แต่การดำเนินงานแทนห้างโจทก์อ. ยังเป็นผู้ดำเนินการแทนเมื่อห้างโจทก์อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรร…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up