Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2532 (ref. 22543)

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ตกลงยินยอมและสัญญาว่าจะไม่ดำเนินการฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญาแก่จำเลย และไม่ติดใจเรียกร้องเงินใด ๆ จากจำเลยอีกต่อไป กับจำเลยไม่มีหนี้สินใด ๆ ที่จะต้องชำระให้โจทก์อีก เมื่อสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี แม้จะเป็นเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 45 แต่ก็อยู่ในความหมายของคำว่าเงินใด ๆ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเช่นเดียวกัน ซึ่งสัญญาดังกล่าวทำขึ้นหลังจากที่โจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยไปแล้ว โจทก์ย่อมมีอิสระพ้นพันธะและอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยโดยสิ้นเชิง การทำสัญญาเป็นไปโดยความสมัครใจของคู่สัญญาโดยแท้จริง จึงไม่ขัดต่อประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานและไม่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 มีผลผูกพันโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี

Provisions the court ruled on

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 Section 27 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 Section 99

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 240,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 90,999 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี59,499 บาท และค่าจ้างระหว่างพักงาน 85,354 บาท รวมเป็นเงิน 475,842 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 45,000 บาท จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2541เพราะโจทก์กระทำผิดอย่างร้ายแรง และเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2541

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเรียกค่าจ้างค้างจ่ายเดือนกุมภาพันธ์ 2541 จำนวน 40,000 บาท โดยอ้างว่าโจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 85,000 บาท เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2541โจทก์และจำเลยสามารถตกลงกันได้ โดยจำเลยจ่ายเงินช่วยเหลือโจทก์จำนวน 20,000 บาท และโจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีอีกต่อไป ขอถอนฟ้อง หลังจากนั้นโจทก์เจรจากับจำเลยขอให้ทำเป็นว่าโจทก์ขอลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยแทนการเลิกจ้างและให้จำเลยจ่ายเงินช่วยเหลือแก่โจทก์โดยคำนวณจากฐานเงินเดือน 45,000 บาท เป็นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย 180 วัน ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินช่วยเหลืออื่น ๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น491,196 บาท แล้วจะไม่ดำเนินการฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและทางอาญากับไม่ติดใจเรียกร้องเงินอื่นใดกับจำเลยอีกต่อไป

เมื่อตกลงกันแล้ว โจทก์นำคดีมาฟ้องอีกจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามฟ้องและไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์ทำงานไม่ครบ 1 ปี จำเลยไม่ได้จัดให้พนักงานและฝ่ายบริหารหยุดพักรับประทานอาหารกลางวัน 30 นาที โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างพักงาน ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ตกลงไม่ติดใจเรียกร้องเงินใดจากจำเลยอีกต่อไปตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย ล.10เอกสารดังกล่าวขัดต่อประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง คุ้มครองแรงงาน จึงเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า จำเลยจ่ายเงินให้โจทก์ตามเอกสารหมาย ล.10 จำนวน 491,196บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวมีค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วันจำนวน 270,000 บาท ที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46(3) รวมอยู่ด้วยครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยนอกเหนือจากที่ระบุในเอกสารดังกล่าวอีก ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น โจทก์ได้รับไปแล้วเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 1 เดือนคงขาดไป 18 วัน แต่โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามเอกสารหมาย

ล.10 ข้อ 3. ว่า โจทก์ตกลงยินยอมและสัญญาว่าจะไม่ดำเนินการฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญาแก่จำเลย และไม่ติดใจเรียกร้องเงินใด ๆ จากจำเลยอีกต่อไปกับจำเลยไม่มีหนี้สินใด ๆ ที่จะต้องชำระให้โจทก์อีก ดังนี้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็เป็นเงินใด ๆ อย่างหนึ่งที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ติดใจเรียกร้องเพิ่มเติมจากที่ได้ตกลงกันตามสัญญาดังกล่าว ส่วนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนั้น แม้จะเป็นเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 45 แต่ก็อยู่ในความหมายของคำว่าเงินใด ๆ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเช่นเดียวกัน ซึ่งสัญญาดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2541 อันเป็นเวลาหลังจากที่โจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2541ไปแล้ว

โจทก์ย่อมมีอิสระพ้นพันธะและอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยโดยสิ้นเชิงการทำสัญญาเอกสารหมาย ล.10 จึงเป็นไปโดยความสมัครใจของคู่สัญญาโดยแท้จริงจึงไม่ขัดต่อประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานและไม่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150สัญญาประนีประนอมยอมความ ตามเอกสารหมาย ล.10 มีผลผูกพันโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามฟ้องพิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
มงคล คุปต์กาญจนากุล · สละ เทศรำพรรณ · กมล เพียรพิทักษ์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1889/2546

ในชั้นชี้สองสถานศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ 5 ข้อ คือ 1. โจทก์มีอำนาจฟ้องและหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 2. ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ 3. คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ 4. ห้างหุ…

Supreme Court Judgment No. 1933/2545

คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายให้เห็นว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์โดยระบุจำนวนเงินราคาสินค้าว่าเป็นเท่าไร จำเลยชำระให้โจทก์แล้วจำนวนเท่าไร เหลือหนี้ค่าสินค้าอีกเท่าไรที่จำเลยต้องรับผิดพร้อมดอกเบี้ย โดยกำหน…

Supreme Court Judgment No. 6925/2538

บทบัญญัติของมาตรา16แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร(ฉบับที่9)พ.ศ.2482ซึ่งบัญญัติว่า"การกระทำที่บัญญัติไว้ในมาตรา27แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรพุทธศักราช2469นั้นให้ถือว่าเป็นความผิดโดยมิพักต้องคำนึงว่าผู้กระทำมีเจ…

Supreme Court Judgment No. 4589/2536

โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทมาโดยสุจริตจากโจทก์ร่วมผู้เป็นพ่อค้าขายรถยนต์ โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท และมีสิทธิติดตามเอาคืนตามอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 แม้จำเลยที่ 1 ท…

Supreme Court Judgment No. 4082/2534

ความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากรฯ มาตรา 27 ฐานหลีกเลี่ยงอากร กับมาตรา 99 ฐานสำแดงเท็จ เป็นความผิดต่างกรรมกัน คดีอาญาจะเลิกกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 37(4) โดยการเปรียบเทียบคดี ตาม พ.ร.บ. ศุลกากร มาตรา 102,102 ทวิ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up