Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 227/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยกับพวกที่หลบหนีร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว โดยการเคาะไม้ไล่ต้อนสัตว์ป่าเพื่อให้พวกของจำเลยที่ดักซุ่มรออยู่ใช้อาวุธปืนยิงล่าสัตว์ป่าดังกล่าวซึ่งดำรงชีพอยู่ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว และตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ มาตรา 4 ให้คำนิยามของคำว่า "ล่า" หมายความว่า เก็บ ดัก จับ ยิงฆ่า หรือทำอันตรายด้วยประการอื่นใดแก่สัตว์ป่าที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ และหมายความรวมถึงการไล่ การต้อน การเรียก หรือการล่อเพื่อการกระทำดังกล่าวด้วย ดังนั้น การเคาะไม้ไล่ต้อนสัตว์ป่าจึงอยู่ในความหมายของคำว่า "ล่า" ตามคำนิยาม ดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบของความผิดและเป็นความผิดสำเร็จฐานล่าสัตว์ป่าตามฟ้อง มิใช่เป็นความผิดฐานพยายามล่าสัตว์ป่า

Provisions the court ruled on

ป.อ. Section 80 พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 Section 4 ป.อ. Section 59

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2548 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนยาวประจุปาก (ปืนแก๊ป) ชนิดประกอบขึ้นเองไม่มีหลายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จำนวน 2 กระบอก และกระสุนปืนยาวประจุปากจำนวน 1 ชุด ประกอบด้วย ดินปืน 1 ขวด แก๊ปปืน 1 ขวด ลูกตะกั่ว 1 ขวด ฝอยมะพร้าว 1 ห่อ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยกับพวกร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนในหมู่บ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ อันเป็นหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์

จำเลยกับพวกร่วมกันเข้าไปในบริเวณป่ายอดห้วยแหลป่าเตย หมู่ที่ 1 ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว แล้วร่วมกันทำอัตรายและทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้กฤษณา โดยร่วมกันทำลาย ตัดต้นไม้ โดยใช้มีดและขวานทำการตัดฟันต้นไม้กฤษณาออกจากต้นแล้วเก็บหาชิ้นไม้กฤษณาอันเป็นของป่าหวงห้าม และจำเลยกับพวกได้ร่วมกันล่าสัตว์ป่าโดยการใช้เคาะไม้ไล่ต้อนสัตว์ป่าเพื่อให้พวกของจำเลยที่ดักซุ่มรออยู่ใช้อาวุธปืนยิงล่าสัตว์ป่าดังกล่าวซึ่งดำรงอยู่ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว เหตุเกิดที่ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เกี่ยวพันกัน เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดอาวุธปืนยาวประจุปาก (ปืนแก๊ป) 2 กระบอก

เครื่องกระสุนปืนยาวประจุปาก 1 ชุด ประกอบด้วย ดินปืน 1 ขวด แก๊ปปืน 1 ขวด ลูกตะกั่ว 1 ขวด และฝอยมะพร้าว 1 ห่อ เลื่อยตัดไม้ 1 ปื้น ขวาน 3 เล่ม มีดปลายแหลม 1 เล่ม ไฟฉาย 1 กระบอกแบตเตอรี่ 3 ชุด เปลนอน 4 เปล ผ้ากันฝน 1 ผืน ข้าวสารเหนียว 7 กิโลกรัม ซึ่งเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเลยใช้ในการกระทำผิดไว้เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 4, 33, 35, 36, 37, 38, 53, 54, 63 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียบอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญ มาตรา 32, 33, 83, 91, 371 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 36, 37 วรรคหนึ่ง, 38 วรรคหนึ่ง, 53, 54 วรรคหนึ่ง, 57 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำลายต้นไม้หรือพฤกษชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันทำลายไม้กฤษณา โดยใช้มีดและขวานฟันออกจากต้นแล้วเก็บชิ้นไม้กฤษณาซึ่งเป็นของป่าหวงห้าม อีกทั้งยังได้ร่วมกันล่าสัตว์ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซึ่งเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ โดยเจ้าพนักงานยึดได้อาวุธและเครื่องมือที่จำเลยกับพวกใช้ในการกระทำผิดหลายรายการ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ และให้ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำลายต้นไม้หรือพฤกษชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำคุก 6 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นแล้วคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยตามฟ้องขาดองค์ประกอบความผิดฐานล่าสัตว์ป่าหรือเป็นเพียงความผิดฐานพยายามล่าสัตว์ป่านั้น ข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพฟังได้ว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวโดยการเคาะไม้ไล่ต้อนสัตว์ป่าเพื่อให้พวกของจำเลยที่ดักซุ่มรออยู่ใช้อาวุธปืนยิงล่าสัตว์ป่าดังกล่าวซึ่งดำรงชีพอยู่ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว และตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 4 ให้คำนิยามของคำว่า "ล่า" หมายความว่า เก็บ ดัก จับ ยิง ฆ่า หรือทำอันตรายด้วยประการอื่นใดแก่สัตว์ป่าที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ และหมายความรวมถึงการไล่

การต้อน การเรียก หรือการล่อเพื่อการกระทำดังกล่าวด้วย ดังนั้น การเคาะไม้ไล่ต้อนสัตว์ป่าจึงอยู่ในความหมายของคำว่า "ล่า" ตามคำนิยามดังกล่าว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบของความผิดและเป็นความผิดสำเร็จฐานล่าสัตว์ป่าตามฟ้อง มิใช่เป็นเพียงความผิดฐานพยายามล่าสัตว์ป่าดังที่จำเลยเข้าใจอีกด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาหรือรอการลงโทษนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูครอบครัว แต่จำเลยกระทำความผิดหลายกรรม โดยร่วมกับพวกมีและพาอาวุธปืนเข้าไปในป่ายอดห้วยแหลป่าเตย ซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว และร่วมกันใช้มีดและขวานตัดฟันต้นไม้กฤษณาออกจากต้นแล้วเก็บหาชิ้นไม้กฤษณาอันเป็นของป่าหวงห้าม โดยไม่ได้รับอนุญาตและยังร่วมกันล่าสัตว์ป่าซึ่งดำรงชีพอยู่ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดังกล่าวอีกด้วย

ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าเป็นภัยต่อทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ พฤติการณ์จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
มงคล ทับเที่ยง · สุรชาติ บุญศิริพันธ์ · ฐานันท์ วรรณโกวิท
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 6876/2568

แม้จำเลยไม่อาจยกเอาความสำคัญผิดในตัวบุคคลตาม ป.อ. มาตรา 61 มาเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายก็ตาม แต่การจะรับฟังว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าบุพการีอันทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นหรือไม่นั้น จำเลยจะต้…

Supreme Court Judgment No. 13908/2558

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ก่อให้จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันฆ่า ส. ผู้เสียหายและ อ. ผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ต่อมา จำเลยที่ 1 กับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายและผู้ตายหลายนัดโดยเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเนื…

Supreme Court Judgment No. 2021/2554

จำเลยใช้มีดขนาดยาวประมาณ 1 ช่วงแขนฟันผู้เสียหายที่ไหล่ขวาขณะหันหลังวิ่งหนี และฟันอย่างแรงจนเกิดบาดแผลยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ลึกประมาณ 4 เซนติเมตร ลักษณะการฟันลงเช่นนี้ส่อว่าจำเลยเลือกจะฟันศีรษะแต่พลาด…

Supreme Court Judgment No. 69/2554

จำเลยใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในห้องที่ผู้เสียหายนอนอยู่ กระสุนปืนถูกที่แขนของผู้เสียหาย กระดูกต้นแขนซ้ายหัก จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธร้ายแรงสามารถใช้ยิงคนถึงแก่ความตายได้ แม้จะยิงผ่…

Supreme Court Judgment No. 9693/2554

เมื่อสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้แล้ว ผู้เสียหายกับพวกเข้าไปจับกุมจำเลยทั้งสาม โดยใช้รถยนต์ 2 คัน คันหนึ่งขับไปขวางหน้ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เป็นคนขับ และรถยนต์อีกคันหนึ่งที่มีผู้เสียหายนั่งมาด้วยขับไป…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up