คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าเมื่อระหว่างวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๒ ถึงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๒๒ เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองก่นสร้าง ทำไร่ ทำนา ที่ดินสาธารณประโยชน์ "โคกป่าโจด" อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันทั้งนี้โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครอง หรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙, ๑๐๘, ๑๐๘ ทวิ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๙๖ ลงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๕ ข้อ ๑๑ และสั่งให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินนั้นด้วย จำเลยแถลงขอสู้คดีโดยไม่ยื่นคำให้การ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา ๙, ๑๐๘ ทวิ ให้ลงโทษจำคุก ๖ เดือน และปรับ ๔,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอไว้ ๒ ปีให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินนั้น
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายที่ดินบัญญัติความผิดในการเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐไว้โดยแบ่งแยกเป็น ๒ กรณี กล่าวคือถ้าเป็นกรณีเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๙๖ ลงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๕ ใช้บังคับก็เป็นความผิดตามมาตรา ๑๐๘ ถ้าเป็นกรณีเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐนับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวใช้บังคับก็เป็นความผิดตามมาตรา ๑๐๘ ทวิ ซึ่งความผิดตามมาตรา ๑๐๘ และมาตรา ๑๐๘ ทวิ ดังกล่าวนี้มีองค์ประกอบแตกต่างกัน คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดระหว่างวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๒ ถึงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๒๒ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๙๖ ใช้บังคับแล้ว และศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนตามกันให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๑๐๘ ทวิ หาใช่มาตรา ๑๐๘ ไม่ การที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยไม่ครบหลักเกณฑ์หรือไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๑๐๘ จึงไม่มีผลที่จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นอย่างอื่นได้
Result
พิพากษายืน