Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2284/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ อ. ตกทอดแก่ทายาทคือโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง เมื่อ อ. ถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 2ได้ ครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาโดยโจทก์ทั้งสามไม่ได้ครอบครองร่วมด้วย อ. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2521 โจทก์ทั้งสามทราบแล้ว แต่เพิ่มมาฟ้องคดีมรดกเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2527 พ้น1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คดีโจทก์จึงขาดอายุความฟ้องคดีมรดกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748,1754เมื่อคดีของโจทก์ขาดอายุความฟ้องคดีมรดกเสียแล้ว ปัญหาที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่าเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2526 จำเลยทั้งสองไปแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานให้ใส่ชื่อ จำเลยทั้งสองในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทเพียงสองคน เป็นการปิดบังทรัพย์มรดกต้อง ถูกกำจัดไม่ให้รับมรดกนั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยให้ต่อไป.

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายบุญจันและนางอ้อย ปราบคเชนทร์ คนทั้งสองมีที่ดิน 1 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) เลขที่ 6093 นายบุญจันถึงแก่ความตายไปประมาณ 40 ปีแล้ว ต่อมานางอ้อยได้แต่งงานใหม่กับนายถม สิงห์กุลมีบุตร 1 คน คือจำเลยที่ 2 นายถมถึงแก่ความตายก่อนนางอ้อย นางอ้อยถึงแก่ความตายเมื่อ พ.ศ. 2521 ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ เมื่อวันที่2 มิถุนายน 2526 จำเลยทั้งสองไปแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าจำเลยทั้งสองเท่านั้นเป็นทายาทนางอ้อย ขอให้โอนใส่ชื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินข้างต้นเพียงสองคน เป็นการปิดบังทายาทคนอื่น ต้องถูกกำจัดไม่ให้รับมรดก ขอให้บังคับจำเลยไปโอนแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.)

เลขที่6093 ออกเป็น 3 ส่วนแก่โจทก์ทั้งสามจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยที่ 2 ให้การว่า เมื่อนายบุญจันถึงแก่ความตายแล้ว ต่อมาในปี 2518 นางอ้อยได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.)ที่ดินพิพาทเป็นชื่อนางอ้อย โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ตกลงให้จำเลยที่ 2 เลี้ยงดูนางอ้อยโดยนางอ้อยยินยอมยกที่ดินพิพาทของนางอ้อยแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้ครอบครองเป็นเจ้าของตลอดมา ต่อมาโจทก์ทั้งสามอยากได้ที่ดินพิพาทคืน จึงฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อขาดอายุความฟ้องคดีมรดกแล้ว จำเลยมิได้ปิดบังทรัพย์มรดก ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางอ้อย ปราบคเชนทร์ หรือสิงห์กุล หรือไม่เพียงใด ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเดิมที่พิพาทนี้เป็นสินสมรสระหว่างนางอ้อยกับนายบุญจัน ปราบคเชนทร์ สามีเก่า แต่เมื่อนายบุญจันถึงแก่ความตายแล้วก็หาได้มีการแบ่งที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายบุญจันแก่ทายาททั้งหลายไม่ นางอ้อยยังคงครอบครองที่ดินพิพาททั้งแปลงตลอดมาเป็นระยะเวลาประมาณ 30 ปี ต่อมาในปี 2518 นางอ้อยก็ได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาททั้งแปลงเป็นชื่อของนางอ้อยแต่ผู้เดียว โดยไม่ปรากฏว่ามีทายาทคนใดโต้แย้งคัดค้านทั้งตามทางนำสืบของคู่ความก็รับกันว่าที่ดินพิพาทคดีนี้เป็นที่ดินที่นางอ้อยได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไว้ทั้งแปลง

หาได้แยกส่วนที่เป็นสินสมรสของนายบุญจันออกก่อนแต่อย่างใดไม่ ดังนี้แสดงว่าเมื่อนายบุญจันถึงแก่ความตายแล้ว นางอ้อยได้ครอบครองที่ดินพิพาทส่วนของนายบุญจันจากนางอ้อย ดังนั้น เมื่อนางอ้อยถึงแก่ความตายแล้วที่ดินพิพาททั้งแปลงจึงเป็นทรัพย์มรดกของนางอ้อยตกทอดแก่ทายาทคือโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองตามส่วนปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปมีว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองได้ครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ อย่างไร โจทก์ที่ 1 นำสืบได้ความว่า โจทก์ที่ 1 แต่งงานกับนายเสริม เด่นวงษ์ ตั้งแต่อายุ 19 ปีแต่งงานแล้วก็แยกเรือนออกไปอยู่กับนายเสริมซึ่งอยู่ห่างบ้านนางอ้อยในที่ดินพิพาทประมาณ 3 กิโลเมตร โจทก์ที่ 2 นำสืบว่า โจทก์ที่ 2มีภรรยามาแล้ว 3 คน

โจทก์ที่ 2 เคยมาอาศัยอยู่กับนางอ้อย แต่เมื่อได้ภรรยาก็ไปอยู่กับภรรยา ทั้งยังเคยเดินทางไปทำงานในกรุงเทพมหานครและไปทำงานเหมืองแร่ที่จังหวัดพังงาเป็นเวลานาน และโจทก์ที่ 2 ยังเบิกความด้วยว่า เมื่อนางอ้อยถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ที่ 2 ไม่ได้เข้าไปอยู่อาศัยในบ้านในที่ดินพิพาท คงมีแต่นายแดงบุตรชายเข้าไปอยู่อาศัย ส่วนโจทก์ที่ 3 นำสืบว่า โจทก์ที่ 3 แต่งงานเมื่ออายุ20 ปี แต่งงานแล้วก็ย้ายไปอยู่กับสามีที่จังหวัดเพชรบูรณ์เป็นเวลา20 ปี แล้ว และโจทก์มีนางคง โนนวิวาท ลูกพี่ลูกน้องกับโจทก์จำเลยเบิกความว่า ตอนทำศพนางอ้อย ลูก ๆ ของนางอ้อยทุกคนตกลงกันว่า ให้ยกที่ดินพิพาทให้ลูกคนที่เลี้ยงนางอ้อย ซึ่งความข้อนี้โจทก์ที่ 1ก็เบิกความแต่เพียงว่า

โจทก์ที่ 1 กับพวกพี่น้องคนอื่นส่งเสียเลี้ยงดูนางอ้อย โดยโจทก์ที่ 1 ส่งข้าวส่งน้ำให้เป็นประจำ ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 เลี้ยงดูนางอ้อยโดยใกล้ชิดเป็นประจำอย่างไรและโจทก์อื่นก็มิได้นำสืบสนับสนุนโจทก์ที่ 1 ในข้อนี้ พยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวมาแล้วเป็นการนำสืบเพียงลอย ๆ ไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าโจทก์ทั้งสามได้ครอบครองที่ดินพิพาทอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อย ส่วนฝ่ายจำเลยทั้งสองนั้นนอกจากจะได้ความจากคำเบิกความของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 ได้มาเลี้ยงดูนางอ้อยในบ้าน ซึ่งอยู่ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ก่อนนางอ้อยจะถึงแก่ความตาย และเมื่อนางอ้อยถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ยังอยู่ในบ้านนั้นต่อมาแล้ว ฝ่ายจำเลยยังมีนายแพงตา

มุ่งสมัคร ข้าราชการบำนาญ ซึ่งเป็นพยานคนกลางเบิกความสนับสนุน และมีนายคง โนนวิวาท นางบี้ มาชัยน้องสาวนายบุญจัน พยานโจทก์เบิกความเจือสมด้วยว่า ก่อนนางอ้อยถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 อยู่กับนางอ้อยในบ้านในที่ดินพิพาท และเมื่อนางอ้อยถึงแก่ความตายแล้วจำเลยที่ 2 ก็ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านนั้น ซึ่งนอกจากพยานบุคคลดังกล่าว จำเลยที่ 2 ยังมีพยานเอกสารคือคำร้องขอใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งอ้างว่าขอเข้าไปใช้ในบ้านในที่ดินพิพาทนั้น ตามคำขอเอกสารหมาย ล.1 ลงวันที่ 15ธันวาคม 2521 หลังนางอ้อยถึงแก่ความตายประมาณ 8 เดือน เป็นพยานประกอบ ดังนี้เห็นว่า ฝ่ายจำเลยมีพยานบุคคลและพยานเอกสารสนับสนุนเป็นหลักฐานมั่นคง พยานจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าพยานโจทก์

ความปรากฏว่า หลังจากนางอ้อยถึงแก่ความตายแล้ว ฝ่ายโจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นพี่จำเลยก็หาได้ดำเนินการเพื่อจัดการแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทให้เป็นที่เรียบร้อยเสียแต่อย่างใดไม่ และต่อมาอีกประมาณ 5 ปี จำเลยทั้งสองได้ไปขอจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทข้างต้นเป็นของจำเลยทั้งสอง ซึ่งย่อมจะต้องมีการประกาศตามระเบียบ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าฝ่ายโจทก์ได้ไปโต้แย้งคัดค้านเสียในตอนนั้น พฤติการณ์ดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานที่ศาลวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นเชื่อว่า จำเลยที่ 2ได้อยู่ในที่ดินพิพาทกับนางอ้อยตั้งแต่ก่อนนางอ้อยถึงแก่ความตายและเมื่อนางอ้อยถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ได้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาโดยโจทก์ทั้งสามไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงปรากฏว่านางอ้อย

ปราบคเชนทร์ หรือสิงห์กุล เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2521 โจทก์ทั้งสามซึ่งไม่ได้ร่วมครอบครองทรัพย์มรดกด้วยฟ้องคดีมรดกเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2527 พ้น 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายซึ่งโจทก์ทั้งสามทราบแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความฟ้องคดีมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748, 1754 เมื่อคดีของโจทก์ทั้งสามขาดอายุความฟ้องคดีมรดกเสียแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาว่าจำเลยถูกกำจัดไม่ให้รับมรดกเพราะปิดบังทรัพย์มรดกหรือไม่ต่อไปที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · พนม พ่วงภิญโญ · สุเทพ กิจสวัสดิ์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5567/2540

เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นบุตรที่ ฉ.ได้ให้การรับรองว่าเป็นบุตรแล้ว แม้จำเลยจะมีเอกสารสำเนาทะเบียนบ้านกับทะเบียนนักเรียนที่ระบุว่าโจทก์…

Supreme Court Judgment No. 6460/2538

จำเลยทั้งสองทำกินในทรัพย์มรดกร่วมกับเจ้ามรดกและมารดาจำเลยทั้งสามก่อนเจ้ามรดกถึงแก่กรรม10ปีเศษเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่กรรมก็ยังครอบครองทรัพย์มรดกนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่กรรมเกิน10ปีแล้วโดยโจทก์และผู้ร้องสอดไม่ไ…

Supreme Court Judgment No. 2630/2567

พฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนายักย้ายปิดบังที่ดินโฉนดเลขที่ 21914 เนื้อที่ 200 ตารางวา ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่นแล้ว จำเลยที่…

Supreme Court Judgment No. 3402/2566

ป.พ.พ. มาตรา 1754 การฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวด้วยทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยกัน มีอายุความ 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ต้องไม่เกิน 10 ปี…

Supreme Court Judgment No. 9992/2560

ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก" และวรรคสี่ บัญญัติว่า "ถึง…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up