Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 229/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ที่จำเลยฎีกาเป็นข้อกฎหมายว่าโจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามรถยนต์คันที่เช่าซื้อนั้นจำเลยให้การแต่เพียงว่ารถยนต์มีสภาพเก่าและโจทก์มิได้ประสงค์จะให้ผู้ใดเช่าจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์ส่วนค่าติดตามรถยนต์จำเลยเป็นผู้แจ้งโจทก์ให้ไปรับรถยนต์เองมิใช่กรณีที่โจทก์ติดตามยึดนั้นจำเลยมิได้ให้การว่าสัญญายังมิได้เลิกกันโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจำเลยจึงไม่มีสิทธิยกประเด็นดังกล่าวขึ้นฎีกาได้เพราะเป็นข้อฎีกาที่นอกเหนือจากคำให้การของจำเลยศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าค่าขาดประโยชน์ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดสูงเกินไปนั้นเมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน200,000บาทฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2532 จำเลยที่ 1ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ในราคา 142,020 บาท ตกลงผ่อนชำระงวดละเดือน เดือนละ 3,945 บาท รวม 36 งวด เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 10 สิงหาคม 2532 และงวดต่อ ๆ ไป ทุก ๆ วันที่ 10ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดสองคราวติด ๆ กันหรือผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันทันทีโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และจำเลยที่ 1มีหน้าที่จะต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้หรือคืนในสภาพไม่เรียบร้อยจะต้องชดใช้ราคาทรัพย์สินเต็มจำนวนพร้อมทั้งค่าเสียหาย โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระตามสัญญานับแต่งวดที่ 22 ประจำวันที่ 10 พฤษภาคม 2534 เป็นต้นมาและผิดนัดติดต่อกันสองคราวตลอดมาถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันทีโดยมิต้องบอกกล่าว

เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วจำเลยที่ 1ยังคงครอบครองใช้รถยนต์ของโจทก์จนประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2536โจทก์ติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมาได้ในสภาพเสื่อมโทรมโดยเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 2,950 บาท และนำออกขายทอดตลาดได้เพียง 56,500 บาท การที่จำเลยทั้งสองยังคงครอบครองใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อในระหว่างผิดนัดจนถึงวันที่โจทก์ยึดรถยนต์กลับคืนมาเป็นเวลา 20 เดือน ถ้ารถยนต์อยู่ในความครอบครองของโจทก์สามารถนำออกหาประโยชน์หรือให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 3,000 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 60,000 บาท และทำให้รถยนต์อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมเป็นสาเหตุที่ทำให้โจทก์ขายได้ราคาเพียง56,500 บาท ซึ่งหากอยู่ในสภาพดีจะขายได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 บาทซึ่งโจทก์ขอคิดค่าเสื่อมราคา 40,000 บาท

รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น102,950 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 102,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นราคาที่รวมดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้รวมอยู่ด้วย ราคาที่แท้จริงไม่เกิน 80,000 บาท และเป็นรถยนต์ที่อยู่ในสภาพเก่าจึงไม่มีใครที่จะมาเช่า โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมราคาจำนวน 40,000 บาท นั้น ขาดอายุความแล้ว โจทก์ยินยอมรับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อจำนวน2,950 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้น

Result

พิพากษายก ฟ้องโจทก์โจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 62,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลย ที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาเป็นข้อกฎหมายว่าโจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามรถยนต์คันที่เช่าซื้อนั้นพิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 2 ให้การแต่เพียงว่ารถยนต์มีสภาพเก่าและโจทก์มิได้ประสงค์จะให้ผู้ใดเช่า จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์ ส่วนค่าติดตามรถยนต์จำเลยที่ 1 เป็นผู้แจ้งโจทก์ให้ไปรับรถยนต์เองมิใช่กรณีที่โจทก์ติดตามยึด เห็นว่า จำเลยที่ 2มิได้ให้การว่าสัญญายังมิได้เลิกกัน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยกประเด็นดังกล่าวขึ้นฎีกาได้เพราะเป็นข้อฎีกาที่นอกเหนือจากคำให้การของจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าค่าขาดประโยชน์ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดสูงเกินไปนั้น เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน200,000 บาท ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกันพิพากษายก ฎีกา จำเลย ที่ 2

Matter details

Panel of judges
กอบเกียรติ รัตนพานิช · สมมาตร พรหมานุกูล · ชลอ บุณยเนตร
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2281/2539

จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์เนื่องจากที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติรายละเอียดจำเลยจะนำสืบและอ้างเอกสารส่งในชั้นพิจารณาคำให้การของจำเลยจึงมีประเด็นว่าที่…

Supreme Court Judgment No. 5024/2537

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 26เป็นของโจทก์หรือจำเลย ดังนี้ ประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงคลุมไปถึงประเด็นตามคำให้การของจำเลยที่ให้การต่อสู้ว่า นิติกรรมการกู้ยืมเงินอำพรางนิติก…

Supreme Court Judgment No. 3231/2557

ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการฎีกา บัญญัติให้คู่ความผู้ยื่นฎีกาต้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างไว้ให้ชัดแจ้งในฎีกา แต่ฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงแต่อ้างข้อเท…

Supreme Court Judgment No. 73/2546

ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินนั้น โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจาก ผ.ตั้งแต่ปี 2495 ต่อมาจำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินทับที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า…

Supreme Court Judgment No. 951/2546

แม้โจทก์จะเป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงและภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจะตกแก่โจทก์ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ไม่ได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างโดยชัดแจ้งรวมทั้งเหตุแ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up