Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2300/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ตามหนังสือสัญญากู้เงินเครดิตเงินสด ข้อ 8 วรรคสอง คู่สัญญาตกลงกันว่า "ผู้กู้ยินยอมให้ธนาคารหักบัญชีเงินฝากของผู้กู้เพื่อชำระดอกเบี้ย หรือต้นเงินกู้ซึ่งถึงกำหนดชำระหรือถูกเรียกคืนตามสัญญา ข้อ 25 โดย ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแต่ อย่างใด" เห็นได้ว่า เมื่อต้นเงินกู้หรือดอกเบี้ยถึง กำหนดชำระนั้นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยผู้กู้จะต้องมีอยู่ ธนาคารโจทก์จึงจะหักเงินในบัญชีนั้นชำระหนี้เงินกู้หรือดอกเบี้ย ค้างชำระได้ ส่วนโจทก์จะหักเงินนั้นชำระหนี้เมื่อใดเป็นสิทธิของโจทก์ แต่ถ้าเงินในบัญชีไม่มีหรือมีแต่ได้หักชำระหนี้ต้นเงินกู้หรือดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดชำระหมดแล้ว การหักเงินชำระหนี้ตามสัญญาข้อ 8 วรรคสองที่กล่าวแล้วในภายหลังอีกย่อมไม่อาจกระทำได้เพราะไม่มีเงินในบัญชีที่จะให้หัก โจทก์หักเงินในบัญชีทั้งหมดชำระหนี้ที่จำเลยค้างชำระแล้วจึงนำหนี้ที่คงเหลือมาฟ้องขอให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย ฉะนั้น การที่จำเลยส่งเงินเข้าบัญชีเงินฝากภายหลังที่โจทก์ฟ้องและโจทก์นำเงินในบัญชีนั้นไปหักชำระหนี้โจทก์อีก ก็มีผลเป็นอย่างเดียวกับการที่จำเลยนำเงินนั้นไปชำระหนี้ให้โจทก์โดยตรง ดังนั้น การที่จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยวิธีการข้างต้นโดยที่จำเลยไม่มีเงินพอที่จะชำระหนี้ให้ผู้ร้อง จึงทำให้โจทก์ได้เปรียบเจ้าหนี้อื่น ชอบที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมีคำขอให้เพิกถอนการกระทำเช่นนั้นได้ จำเลยนำเงินไปเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้โจทก์หลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้ว ย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 22 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 จึงตกเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจขอให้ศาลเพิกถอนการชำระหนี้นั้นได้ การที่โจทก์ต้องคืนเงินแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพราะการชำระหนี้ได้ถูกเพิกถอนนั้นเป็นไปโดยผลของคำพิพากษา กรณียังถือไม่ได้ว่าได้มีการผิดนัดอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ต้องรับผิดเรื่องดอกเบี้ย เพราะตราบใดที่การชำระหนี้ระหว่างจำเลยกับโจทก์ยังไม่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลให้เพิกถอนก็ยังถือว่าเป็นการชำระหนี้โดยชอบอยู่ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดเรื่องดอกเบี้ย

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

กรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๒๒ ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๒๓ และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ ๘เมษายน ๒๕๒๔ ต่อมาวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๒๔

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เมื่อวันที่๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ เป็นเงิน ๑๐๑,๘๐๐ บาท วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๒๓เป็นเงิน ๖๗,๐๐๐ บาท และเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๒๓ อีกเป็นเงิน๕,๒๗๘.๓๓ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๗๔,๐๗๘.๓๓ บาท อันเป็นการชำระหนี้ภายหลังที่มีการขอให้ล้มละลายซึ่งทำให้โจทก์ได้เปรียบเจ้าหนี้รายอื่น ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการเพิกถอนการชำระหนี้ดังกล่าว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไต่สวนแล้วเห็นว่าตามข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยตามหนังสือสัญญากู้เงินเครดิตเงินสดข้อ ๘ วรรคสอง จำเลยยอมให้โจทก์หักบัญชีเงินฝากของจำเลยเพื่อชำระดอกเบี้ยหรือต้นเงินกู้ซึ่งถึงกำหนดชำระ หรือถูกเรียกคืนตามสัญญาข้อ ๒๕ ได้โดยมิต้องบอกล่วงหน้า

ดังนั้น การที่โจทก์ใช้สิทธิโอนเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยไปชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวจึงเป็นผลที่เกิดจากข้อตกลงซึ่งโจทก์จำเลยทำขึ้น เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗ ก่อนที่มีการขอให้จำเลยล้มละลาย นอกจากนี้โจทก์ยังมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยในมูลหนี้เงินกู้ และเป็นลูกหนี้จำเลยในมูลหนี้เงินฝากออมทรัพยื แม้จะไม่มีข้อตกลงดังกล่าวโจทก์ก็ย่อมมีสิทธิหักกลบลบหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๐๒ ได้ จึงมีคำสั่งไม่เพิกถอนการชำระหนี้ดังกล่าว ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาลชั้นต้นว่า การที่จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ดังกล่าวแล้วก็โดยมุ่งหมายให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายอื่นเสียเปรียบ

แม้จะมีข้อสัญญาข้างต้นโจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะนำเงินที่กล่าวมาแล้วไปหักกลบลบหนี้กัน เพราะมิใช่เป็นการชำระหนี้ให้โจทก์ก่อน ๓ เดือนก่อนขอให้จำเลยล้มละลาย โจทก์จึงต้องชำระเงินนั้นคืนให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อจะได้นำเงินเข้าไปรวมในกองทรัพย์สินของจำเลย จึงขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการชำระหนี้นั้น โดยให้โจทก์ชำระเงิน ๑๗๔,๐๗๘.๓๓ บาท ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหรือถือว่าได้รับเงินดังกล่าวจากจำเลยจนกว่าโจทก์จะชำระเงินนั้นให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยครบถ้วนและถูกต้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คัดค้านว่า การที่โจทก์ใช้สิทธิโอนเงินฝากจากบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยไปชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวแล้วเป็นผลจากข้อตกลงระหว่างจำเลบกับโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้เงินเครดิตเงินสด

ลงวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗ ก่อนขอให้จำเลยล้มละลายถึง ๖ ปีเศษ และแม้ไม่มีข้อตกลงนั้นโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ในมูลหนี้เงินกู้ และลูกหนี้ในมูลหนี้เงินฝากออมทรัพย์ก็มีสิทธิหักกลบลบหนี้ได้ตามมาตรา ๑๐๒ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. ๒๔๘๓ นอกจากนี้ผู้ร้องไม่มีอำนาจคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เพราะการเพิกถอนการโอนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ การสอบสวนเบื้องต้นเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยเฉพาะ ตามมาตรา ๑๑๕ ขอให้ยกคำร้อง ส่วนที่โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยแล้วจำเลยร้องเรียนต่อสำนักนายกรัฐมนตรีว่าจำเลยเดือดร้อนขอให้โจทก์หาทางผ่อนผัน โจทก์จึงให้จำเลยไปแนะนำสมาชิกของจำเลยที่เป็นหนี้จำเลยมากู้เงินโจทก์ แล้วนำเงินที่กู้มาชำระหนี้แทนจำเลยการชำระหนี้ ๑๖๘,๘๐๐ บาท จึงเป็นการนำเงินของโจทก์มาชำระหนี้โจทก์เพื่อผ่อนคลายการดำเนินคดี

อย่างไรก็ตามโจทก์มีสิทธิหักเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่จำเลยมีอยู่กับโจทก์ตามสัญญาที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗ อันเป็นการใช้สิทธิระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ที่มีอยู่ก่อนฟ้องคดีด้วย ส่วนเงิน ๕,๒๗๘.๓๓ บาทโจทก์ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ตามมาตรา ๑๐๒ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ซึ่งเป็นเงินฝากที่จำเลยมีอยู่กับโจทก์ และใช้สิทธิหักชำระหนี้ที่มีอยู่ก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดซึ่งสิทธินั้นมีอยู่ก่อนฟ้องให้จำเลยล้มละลาย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

อนึ่ง ในการประชุมเจ้าหนี้เพื่อตรวจคำขอรับชำระหนี้ โจทก์ก็ได้ชี้แจงการชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว จนศาลมีคำสั่งให้โจทก์รับชำระหนี้เต็มจำนวนที่โจทก์ขอรับชำระซึ่งได้หักเงินที่ได้รับชำระหนี้ดังกล่าวออกแล้วหากผู้ร้องจะขอให้เพิกถอนก็ควรจะอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลในชั้นนั้น การใช้สิทธิของผู้ร้องจึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตนอกจากนี้การจะขอให้เพิกถอนการโอนจะต้องกระทำภายใน ๑ ปี ตามมาตรา ๒๔๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรื่องนี้ผู้ร้องทราบเหตุเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๒๔ แต่มาร้องขอเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๒๘ คดีผู้ร้องขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ส่วนค่าทนายความเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีเองจึงไม่กำหนดให้ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ ๑,๐๐๐ บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แก้อุทธรณ์เองจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์หนังสือสัญญากู้เงินเครดิตเงินสดข้อ ๘ วรรคสองตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๓ ที่คู่สัญญาตกลงกันว่า "ผู้กู้ยินยอมให้ธนาคารหักบัญชีเงินฝากของผู้กู้เพื่อชำระดอกเบี้ยหรือต้นเงินกู้ซึ่งถึงกำหนดชำระหรือถูกเรียกคืนตามสัญญา ข้อ ๒๕ โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแต่อย่างใด" แล้วเห็นได้ว่า เมื่อต้นเงินกู้หรือดอกเบี้ยถึงกำหนดชำระนั้นเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของผู้กู้จะต้องมีอยู่ โจทก์จึงจะหักเงินในบัญชีนั้นชำระหนี้เงินกู้หรือดอกเบี้ยค้างชำระได้ ส่วนโจทก์จะหักเงินนั้นชำระหนี้เมื่อใดเป็นสิทธิของโจทก์ แต่ถ้าเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไม่มีหรือมี แต่ได้หักชำระหนี้ต้นเงินกู้หรือดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดชำระหมดแล้ว

การหักเงินชำระหนี้ตามสัญญาข้อ ๘ วรรคสอง ที่กล่าวแล้วในภายหลังอีกย่อมไม่อาจกระทำได้เพราะไม่มีเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่จะให้หัก ฉะนั้นการที่จำเลยผู้กู้ส่งเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ภายหลังที่ธนาคารโจทก์หักเงินในบัญชีดังกล่าวชำระหนี้ที่จำเลยค้างชำระหมดสิ้นแล้ว หลังจากนั้นโจทก์จึงนำหนี้ที่คงเหลือมาฟ้องขอให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย การที่โจทก์นำเงินในบัญชีนั้นซึ่งจำเลยนำเข้าภายหลังที่โจทก์ฟ้องไปหักชำระหนี้โจทก์อีก ก็มีผลเป็นอย่างเดียวกับการที่จำเลยนำเงินนั้นไปชำระหนี้ให้โจทก์โดยตรงคดีนี้ ตามฟ้องจำเลยเป็นหนี้โจทก์ ๘๙๑,๑๐๓.๓๕ บาท และเป็นหนี้ผู้ร้องตามคำขอรับชำระหนี้ที่ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องรับชำระหนี้๑,๘๕๓,๕๖๒.๕๐ บาท

ดังนั้นที่จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์โดยวิธีการข้างต้นภายหลังที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายแล้วเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ เป็นเงิน ๑๐๑,๘๐๐ บาท และวันที่ ๖มีนาคม ๒๕๒๓ เป็นเงิน ๖๗,๐๐๐ บาท โดยที่จำเลยไม่มีเงินพอที่จะชำระหนี้ให้ผู้ร้อง การกระทำของจำเลยจึงทำให้โจทก์ได้เปรียบเจ้าหนี้อื่นชอบที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมีคำขอให้เพิกถอนการกระทำเช่นนั้นได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๕๓/๒๕๒๗ ระหว่างเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงไสไม้เหรียญทองกับพวก ผู้ร้อง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้คัดค้าน คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๗๔/๒๕๒๘ ระหว่าง นายเจริญ ศรีสมบูรณานนท์ โจทก์เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้ร้อง

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัดผู้คัดค้าน บริษัทธเนศพร จำกัด กับพวก จำเลย และคำพิพากษาฎีกาที่ ๓/๒๕๒๙ ระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัดเกษสุรินทร์ชัย โจทก์นายทวีชัย โภณวัฒนพงศ์ จำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้ร้องธนาคารกรุงเทพ จำกัด ผู้คัดค้าน ที่โจทก์และผู้คัดค้านอ้างมาในคำแก้ฎีกานั้น ข้อเท็จจริงต่างกับคดีนี้ตรงที่เงินที่เจ้าหนี้หักใช้หนี้ตามสัญญาที่ลูกหนี้ให้ไว้ต่อเจ้าหนี้นั้นอยู่ในความครอบครองของเจ้าหนี้ตั้งแต่ขณะที่ลูกหนี้เจ้าหนี้มีสัญญาต่อกันจึงนำมาเทียบเคียงกับคดีนี้ไม่ได้ นอกจากนี้การที่จำเลยนำเงินไปเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้โจทก์อีกเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๒๓เป็นเงิน ๕,๒๗๘.๓๓ บาท หลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ ๙ เดือนเดียวกันแล้ว

ย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา ๒๒, ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓จึงตกเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจขอให้ศาลเพิกถอนการชำระหนี้นั้นได้ เมื่อการกระทำของจำเลยจะต้องถูกเพิกถอนดังเหตุผลที่วินิจฉัยมาแล้ว ก็ไม่มีเงินที่โจทก์รับฝากไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยที่โจทก์จะนำมาหักกลบลบหนี้กับหนี้เงินกู้ตามหนังสือสัญญากู้เงินเครดิตเงินสดและตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๐๒ ดังที่โจทก์ตั้งประเด็นไว้ในคำแก้ฎีกาได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยโดยให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น อย่างไรก็ตามการที่โจทก์ต้องคืนเงินแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพราะการชำระหนี้ได้ถูกเพิกถอนนั้นเป็นไปโดยผลของคำพิพากษา

กรณียังถือไม่ได้ว่าได้มีการผิดนัดอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ต้องรับผิดในเรื่องดอกเบี้ย เพราะตราบใดที่การชำระหนี้ระหว่างจำเลยกับโจทก์ยังไม่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลให้เพิกถอนก็ยังถือว่าเป็นการชำระหนี้โดยชอบอยู่ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดเรื่องดอกเบี้ย

Result

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการหักบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยเพื่อชำระหนี้เงินกู้ และให้โจทก์ชำระเงิน ๑๗๔,๐๗๘.๓๓ บาทให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ให้โจทก์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของกลุ่มเกษตรกรชาวนาตำบลบึงศาลลูกหนี้ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมสามศาลแทนผู้ร้องด้วย เฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้จะต้องใช้ให้หักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ค่าทนายความเห็นสมควรให้เป็นพับ.

Matter details

Panel of judges
เดชา สุวรรณโณ · สวัสดิ์ รอดเจริญ · ส่อง สุขะปุณณพันธ์
Lower court
ศาลจังหวัดนครนายก - นายสันติ โภคารัตนานันท์
ศาลอุทธรณ์ - นาย+ โชติกวณิชย์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5643/2540

คำว่า "ศาล" ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 24 หมายถึงศาลที่มีคำสั่งหรือความเห็นชอบในการกระทำใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของลูกหนี้เฉพาะในกรณีที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 24…

Supreme Court Judgment No. 699/2562

โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ภายหลังที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 แล้ว จึงมิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องเข้าว่าคดีแพ่งอันเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจาร…

Supreme Court Judgment No. 9484/2554

สินค้าข้าวสาลีขาวพิพาทที่บรรทุกในระวางเรือหมายเลข 5 มีเพียงสินค้าของบริษัท บ. กับของจำเลย โดยมีแผ่นพลาสติกทอปูกั้นสินค้าของแต่ละฝ่ายไว้ สินค้าของบริษัท บ. อยู่ด้านบน ส่วนสินค้าของจำเลยอยู่ด้านล่าง ตาม…

Supreme Court Judgment No. 10651/2553

โจทก์ทั้งสองตกลงซื้อที่ดินกับ ส. ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน และเมื่อไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ก็ไม่ปรากฏว่า มีการแจ้งอายัดที่ดินดังกล่าวไว้ แม้จะมีพิรุธที่มีการจดทะเบียนการโอนจาก ส. ไปยัง ณ. ก่อน แล้วจ…

Supreme Court Judgment No. 871/2551

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับลูกหนี้ซึ่งเป็นโมฆะ แม้ไม่มีผลทำให้ฐานะของคู่กรณีแห่งนิติกรรมมาแต่ต้นเปลี่ยนแปลงไ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up