Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 239/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายบ้านและที่ดินกับโจทก์ครั้นถึงวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โจทก์ไม่สามารถนำโฉนดที่ดินมาจดทะเบียนได้อันเป็นความผิดของฝ่ายโจทก์เองหาใช่ความผิดของจำเลยไม่โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์ยินยอมให้จำเลยเข้าอยู่อาศัยในบ้านและที่ดินพิพาทจนกว่าจะได้โอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินพิพาทเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะไม่สามารถนำโฉนดที่ดินมาจดทะเบียนได้สิทธิอาศัยของจำเลยจึงยังคงมีอยู่ตามสัญญาเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีสิทธิเลิกสัญญาและบอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินและอาคารพิพาทการที่จำเลยอยู่ในอาคารโดยมีสิทธิตามสัญญาจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีโจทก์ที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นสามีภริยากันและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินเฉพาะส่วนตามโฉนดเลขที่ 5151 เลขที่ดิน 674 ตำบลตลิ่งชัน(สวนแดน) อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี (กรุงเทพมหานคร) เนื้อที่ไร่ 3 งาน 43 ตารางวา โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ได้รับอนุญาตจากกรุงเทพมหานครให้ทำการก่อสร้างอาคารทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น จัดสรรเป็นที่อยู่อาศัยจำนวน 29 ห้อง ในที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อวันที่8 ตุลาคม 2530 โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้แทนของโจทก์ที่ 1 และในฐานะส่วนตัวกับฐานะตัวแทนของโจทก์ที่ 3 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 5151 เฉพาะในส่วนของโจทก์ที่ 2 และที่ 3เนื้อที่ประมาณ 20 ตารางวา

แปลงเลขที่ บี 7 กับจำเลย โดยจำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ที่ 1 ปลูกสร้างอาคารทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น เป็นที่พักอาศัยบนที่ดินดังกล่าว รวมราคาที่ดินและค่าปลูกสร้างอาคาร585,000 บาท ทั้งสองฝ่่ายตกลงกันด้วยว่าเมื่อมีการรังวัดสอบเขตที่ดินมีเนื้อที่มากหรือน้อยกว่าที่ตกลงกันไว้ให้เพิ่มหรือลดราคาลงตามส่วนมากหรือน้อยนั้น โดยคิดในราคาตารางวาละ 10,000 บาทจำเลยชำระเงินมัดจำในวันทำสัญญา 55,000 บาท ต่อมาจำเลยชำระราคาที่ดินและค่าปลูกสร้างอาคารส่วนที่เหลือให้อีกบางส่วน โดยยังค้างชำระราคาอยู่อีก 400,000 บาท ซึ่งตกลงจะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและส่งมอบอาคารที่ปลูกสร้าง หากจำเลยไม่ชำระราคาที่เหลือและไม่ไปจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำรวมทั้งเงินที่จำเลยชำระมาแล้วทั้งหมด

ระหว่างที่ฝ่ายโจทก์ดำเนินการก่อสร้างอาคารบนที่ดินโฉนดเลขที่ 5151 ให้แก่ผู้ซื้อรายอื่น ๆ รวมทั้งจำเลยยังไม่แล้วเสร็จจำเลยได้ขอเข้าอาศัยอยู่ในอาคารที่จ้างโจทก์ปลูกสร้างคืออาคารเลขที่ 65/75 หมู่ที่ 2 แขวงและเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานครต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2533 ฝ่ายโจทก์ก่อสร้างอาคารเสร็จจำนวน29 ห้อง ตามสัญญาและได้แจ้งให้จำเลยและผู้ซื้อรายอื่นทราบพร้อมทั้งขอให้ผู้ซื้อทุกรายนำเงินส่วนที่เหลือมาชำระพร้อมทั้งรับโอนกรรมสิทธิ์ทีดินจากฝ่ายโจทก์ จำเลยทราบแล้วไม่ยอมชำระเงินส่วนที่เหลือและไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ทั้งไม่ยอมออกไปจากอาคารที่ฝ่ายโจทก์ปลูกสร้าง จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญานับแต่เดือนกุมภาพันธ์2533 เป็นต้นไป

โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาและริบเงินที่จำเลยชำระมาแล้วจำเลยไม่ยอมออกไปจากอาคารของโจทก์ ทำให้ฝ่ายโจทก์ได้รับความเสียหายเท่ากับค่าเช่าในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับแต่จำเลยผิดสัญญาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 จนถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน90,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากอาคารของโจทก์เลขที่ 65/75 หมู่ที่ 2 แขวงตลิ่งชัน เขตตลิงชัน กรุงเทพมหานครให้ส่งมอบอาคารและที่ดินโฉนดเลขที่ 5151 คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยพร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 90,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารและที่ดินของโจทก์จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน

สัญญาจะซื้อจะขายเป็นเพียงบุคคลสิทธิบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญาโจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญา ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายอาคารพร้อมที่ดินจำเลยวางเงินมัดจำให้แก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงิน 159,000 บาท ต่อมาประมาณกลางเดือนเมษายน 2531จำเลยติดต่อขอให้โจทก์ทั้งสามแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยจะชำระเงินที่เหลือให้อีก 400,000 บาท แต่โจทก์ทั้งสามผัดผ่อนอ้างว่าเรื่องทางฝ่ายโจทก์ยังไม่เรียบร้อยเนื่องจากที่ดินและอาคารที่ปลูกสร้างอยู่ระหว่างเป็นคดีฟ้องร้องกันตามคดีหมายเลขดำที่2675/2531 หมายเลขแดงที่ 6002/2532 ของศาลแพ่งธนบุรี ต่อมาวันที่1 พฤษภาคม 2534 จำเลยได้รับจดจดหมายแจ้งจากฝ่ายโจทก์ให้นำเงินจำนวน400,000 บาท

ไปชำระและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยให้การใช้ประโยชน์จากอาคารเป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท นับแต่จำเลยเข้าอยู่อาศัยในอาคารจนถึงวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยจึงติดต่อฝ่ายโจทก์เพื่อเจรจาตามที่ฝ่ายโจทก์นัดหมาย แต่ฝ่ายโจทก์กลับขอเลื่อนการนัดหมายไปต่อมาฝ่ายโจทก์และและจำเลยนัดพบกันที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขาบางกอกน้อย ปรากฎว่าฝ่ายโจทก์ส่งตัวแทนไปและไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทั้งอาคารให้แก่จำเลยตามสัญญาไป โดยฝ่ายโจทก์อ้างว่าที่่ดินโฉนดเลขที่ 5151 จำนองธนาคารไว้ไม่สามารถแบ่งแยกโฉนดและโอนกรรมสิทธิ์ให้ได้ แต่จะจัดการให้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมได้ จำเลยไม่ได้อาศัยอยู่ในอาคารโดยละเมิดดังฟ้องเพราะฝ่ายโจทก์ยินยอมให้จำเลยและผู้ซื้อรายอื่น

ๆ เข้าอยู่อาศัยในอาคารจนกว่าจะได้กรรมสิทธิ์ตามสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์ทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญาและทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เพราะระหว่างที่รอให้ฝ่ายโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารให้ถูกต้องนั้น จำเลยได้เสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารและปรับสภาพที่ดินเป็นเงิน 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับให้โจทก์ทั้งสามแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 5151 พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารเลขที่ 65/75 หมู่ที่ 2 แขวงและเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลย ให้โจทก์ทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์ทั้งสามให้การแก้ฟ้องแย้งว่า

เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์2533 โจทก์ที่ 2 แจ้งให้จำเลยรวมทั้งผู้ซื้อรายอื่นทราบว่าได้ก่อสร้างอาคารเสร็จแล้ว ขอให้ผู้ซื้อชำระเงินส่วนที่เหลือพร้อมทั้งรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่จำเลยไม่ยอมและถือโอกาสอ้างว่าโจทก์ทั้งสามถูกผู้อื่่่นฟ้องคดีกล่าวหาว่าละเมิดบุกรุกถมคูระบายน้ำสาธารณะซึ่งที่พิพาทในคดีดังกล่าวอยู่นอกเขตที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย และคดีดังกล่าวไม่กระทบกระเทือนต่อการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ซื้อรายอื่่นหลายรายได้ชำระราคาที่ค้างและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไปแล้ว โจทก์ทั้งสามไม่เคยแจ้งแก่จำเลยว่าที่ดินรังวัดแบ่งแยกไม่เสร็จและติดจำนองธนาคารไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้ได้ โจทก์ทั้งสามไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา

จำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ทั้งสามแบ่่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่่ 5151 พร้อมกับโอนกรรมสิทธิ์อาคารเลขที่ 65/75 ให้แก่จำเลย และที่จำเลยปรับปรุงซ่อมแซมและตกแต่งอาคารก็กระทำไปเพื่อการอยู่อาศัยอันเป็นประโยชน์แก่จำเลยเองการที่จำเลยอาศัยอยู่ในอาคารตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2533 เป็นการอยู่โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสาม จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามโจทก์ทั้งสามไม่จำต้องรับผิดชดใช้เงินใด ๆ ให้แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 5151 พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านของโจทก์เลขที่ 65/75 หมู่ที่ 2 แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานครให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่่โจทก์เดือนละ 2,500 บาท

นับแต่เดือนพฤษภาคม 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินและบ้านของโจทก์ คำขออื่นของโจทก์ให้ยก ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยโจทก์ทั้งสามและจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโจทก์ทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัย ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสามและจำเลยมิได้โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสามร่วมกันนำที่ดินโฉนดเลขที่5151 ซึ่งมีชื่อโจทก์ที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์มาจัดสรรแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยเพื่อขายโดยแบ่งเป็นเนื้อที่แปลงละ 20 ตารางวาจำนวน 29 แปลง พร้อมทั้งรบจ้างปลูกสร้างอาคารทาวน์เฮาส์ 2 ชั้นในที่ดินแต่ละแปลง

จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินบนทีดินแปลงเลขที่ บี 7 เลขหมายประจำบ้าน 65/75 กับโจทก์ที่ 1 จำเลยได้ชำระเงินตามสัญญาแต่ละงวดให้โจทก์แล้ว คงเหลืองวดสุดท้ายจำนวน400,000 บาท ซึ่งตกลงชำระกันในวันโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อโจทก์ก่อสร้างอาคารลงในที่ดินพิพาทเสร็จ จำเลยขอโจทก์เข้าอยู่อาศัยในอาคารและที่ดินดังกล่าวต่อมาโจทก์นัดจำเลยมารับโอนกรรมสิทธิ์อาคารและที่ดินพิพาทชำระเงินงวดสุดท้าย แต่จำเลยไม่ยอมรับโอนและไม่ชำระเงินงวดสุดท้ายโดยเจ้าพนักงานที่ดินได้บันทึกถ้อยคำของจำเลยไว้ตามเอกสารหมาย ล.6

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่าโจทก์ทั้งสามหรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายเห็นว่าการเข้าอยู่ในบ้านพิพาทโจทก์จำเลยมีข้อตกลงอย่างไรนั้น เป็นการตกลงกันด้วยวาจาซึ่งต่างเบิกความยันคำกัน จึงต้องพิจารณาจากสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินที่โจทก์และจำเลยตกลงกันประกอบ ซึ่งตามสัญญาข้อ 1 ในเอกสารหมาย จ.5 หรือ ล.4 มีใจความว่า ผู้จะขายตกลงขายบ้านพร้อมที่ดินโดยที่ผู้ซื้อได้จองและตกลงซื้อที่่ดินพร้อมทั้งบ้านแบบอาคารทาวน์เฮาส์แปลงเลขที่ บี 7 ที่ดินกว้างประมาณ เมตร ลึกประมาณ 20 เมตร เนื้อที่่ดินประมาณ 20 ตารางวา ในราคารวมทั้งค่าที่ดินและค่าอาคารทั้งสิ้นเป็นเงิน 585,000 บาท เมื่อมีการรังวัดสอบเขตที่ดินพร้อมทั้งอาคารแปลงดังกล่าว

ถ้าปรากฎว่าเนื้อที่ดินเนื้อที่่ดินมากหรือน้อยกว่า 20 ตารางวา เท่าใด ให้คิดเพิ่มหรือลดราคาที่ดินแปลงดังกล่าว ณ สำนักงานที่ดิน จึงเห็นได้ว่า ราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมิได้แยกออกจากกัน จะทราบราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้แน่นอน เมื่อมีการรังวัดสอบเขตที่ดินพร้อมอาคารว่ามีเนื้อที่ดินเท่าใด ทั้งนี้เพราะกำหนดความลึกหรือความยาวของที่ดินไว้ประมาณ 20 เมตร แต่ส่วนกว้างไม่ได้กำหนดไว้ต้องรอก่อนสร้างอาคารเสร็จและรังวัดเสียก่อน จึงจะรู้ว่ามีเนื้อที่ดินเท่าไร ซึ่งก็คือมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินเป็นแปลงย่อยแล้วนั่นเอง เมื่อไม่อาจทราบได้ว่าโฉนดที่ดินที่แบ่งแยกออกมาแล้วมีเนื้อที่เท่าไร จึงคิดเพิ่มหรือลดราคาที่ดินลงตามส่วนไม่ได้ ข้อความตามสัญญาดังกล่าวจึงเจือสมกับคำเบิกความของจำเลย ซึ่งหากทำการโอนเพียงให้จำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมดังคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 แล้ว

ต่อมาไม่สามารถแบ่งแยกกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนได้โดยที่ดินตกเป็นที่สาธารณะ หรือแบ่งแยกได้เนื้อที่น้อยกว่าก็ต้องเรียกเงินคืนจากโจทก์อีกซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยย่อมเป็นการขัดต่อสัญญาดังกล่าว ซึ่งเหตุที่จำเลยไม่ยอมรับโอนที่ดินพิพาท ปรากฎตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย ล.6ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้บันทึกไว้ว่า จำเลยได้มา ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อย แล้วเพื่อจะมาดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ (กรรมสิทธิ์รวมเนื่องจากโฉนดยังแบ่งแยกไม่เสร็จ)ผู้ขายโดยทนายความผู้รับมอบอำนาจแจ้งว่า โฉนดติดจำนองอยู่ที่ธนาคารไม่่สามารถนำมาจดทะเบียนโอนได้ จึงให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้เป็นหลักฐาน การจึงเป็นเพราะโจทก์ไม่สามารถนำโฉนดที่ดินมาจดทะเบียนได้อันเป็นความผิดของฝ่ายโจทก์เอง

หาใช่ความผิดของจำเลยไม่ ฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามในข้อต่อมาว่า บ้านและที่ดินที่ตกลงขายให้แก่จำเลยยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสามอยู่ จำเลยจะมีสิทธิอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านของโจทก์ได้เพียงเท่าที่โจทก์ได้เพียงเท่าที่โจทก์ทั้งสามยินยอมเท่านั้น โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการใช้ประโยชน์ในอาคารตามเอกสารหมาย จ.6 ฟังได้ว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อาศัยในบ้านและที่ดินของโจทก์อีกต่อไปจำเลยอาศัยอยู่ต่อมาจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เห็นว่า โจทก์ยินยอมให้จำเลยเข้าอยู่อาศัยในบ้านและที่ดินพิพาทจนกว่าจะได้โอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินพิพาท ตามหนังสือเอกสารหมาย

จ.6 เป็นหนังสือขอให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดิน โดยกำหนดนัดให้จำเลยไปทำการจดทะเบียนรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาดังได้วินิจฉัยมาแล้ว สิทธิอาศัยของจำเลยจึงยังคงมีอยู่ตามสัญญาเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีสิทธิเลิกสัญญาและบอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินและอาคารพิพาท การที่จำเลยอยู่ในอาคารโดยมีสิทธิตามสัญญาจึงถือว่าจำเลยอยู่โดยละเมิดหาได้ไม่พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ทวิช กำเนิดเพ็ชร์ · ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์ · ชลอ ทองแย้ม
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 6939/2552

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทกับจำเลย ย่อมแสดงว่าโจทก์ผู้จะซื้อเชื่อถือข้อสัญญาที่ทำกับจำเลยและมุ่งหมายจะได้รับประโยชน์จากการใช้สอย โดยมั่นใจว่าโครงการของจำเลยจะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จพ…

Supreme Court Judgment No. 1203/2541

คำฟ้องของโจทก์บรรยายเข้าใจได้ว่า อ. กับพวกได้สมคบกับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กลอุบายทำการฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ โดยนำโฉนดที่ดินปลอมไปแลกเปลี่ยนกับโฉนดที่ดินฉบับที่แท้จริงของโจทก์ แล้วมอบให้เจ้าพนักงานที่ดินผู…

Supreme Court Judgment No. 91/2541

หลังจากจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับโจทก์แล้ว แม้ได้มีการเจรจาขอซื้อที่ดืนคืน แต่เมื่อไม่สามารถตกลงกันได้ สัญญาจะซื้อขายที่พิพาทจึงยังมิได้ถูกยกเลิกต่อกันแล้วโดยปริยาย เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาจำเ…

Supreme Court Judgment No. 4645/2540

จำเลยยินยอมให้โจทก์ใช้ทางพิพาทได้ แต่เมื่อไม่มีข้อกำหนดเวลากันไว้ โจทก์จึงใช้ทางได้ตราบเท่าที่จำเลยยินยอมหากจำเลยไม่ยินยอมโจทก์ก็ไม่มีสิทธิใช้ทาง เพราะสิทธิของโจทก์เกิดจากความยินยอมของจำเลยแม้การที่จำ…

Supreme Court Judgment No. 1324/2538

ใน หนังสือ สัญญาจะซื้อขาย กำหนด ว่า โจทก์ วาง มัดจำ ไว้ เป็น เงิน 500,000 บาท แต่ ใน วัน ทำ สัญญา นั้น มี การ วาง มัดจำ เพียง 150,000 บาท แต่ ใน วัน ทำ สัญญา นั้น มี การ วาง มัดจำ เพียง 150,000 บาท ไม…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up