คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธปืนสั้นยิงนายบุญธรรมสามีของจำเลยหลายนัด โดยมีเจตนาฆ่า นายบุญธรรมได้ถึงแก่ความตาย และกระสุนปืนยังถูกนางจีรารักษ์บริเวณเท้าซ้ายได้รับอันตรายแก่กายสาหัสโดยจำเลยมีเจตนาฆ่านางจีรารักษ์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288, 80จำเลยให้การรับว่าได้กระทำความผิดเพราะบันดาลโทสะศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นบทหนักจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 72 ซึ่งเป็นบทหนักโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายเป็นสามีภรรยามาประมาณ 11 ปี มีบุตรชายด้วยกัน 1 คน
อายุ 7 ขวบ ผู้ตายกับครอบครัวอยู่ที่อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ก่อนเกิดเหตุประมาณ 7 เดือน ผู้ตายไปทำเหมืองพลอยอยู่ที่จังหวัดตราดโดยผู้ตายอยู่ประจำที่เหมือง ส่วนจำเลยไม่ได้ไปอยู่ด้วยเพราะต้องดูแลบุตร จำเลยไปที่เหมืองเป็นครั้งคราว วันเกิดเหตุจำเลยเดินทางไปหาผู้ตายที่เหมือง ไปถึงเวลาประมาณ 21 นาฬิกา เห็นบ้านพักปิดอยู่ จำเลยแอบดูตามช่องประตูไม้บ้านพัก เห็นผู้ตายนอนอยู่กับหญิง เปลือยกายทั้งคู่ จึงเคาะประตูเรียก เมื่อผู้ตายเปิดประตูห้องออกมา จำเลยก็ใช้อาวุธปืนที่นำติดตัวไปยิงผู้ตายทันทีรวม 3 นัด และผู้ตายถึงแก่ความตายในคืนนั้น แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยเห็นผู้ตายกับผู้หญิงนอนเปลือยกายกันอยู่ในห้องสองต่อสองทั้งยังปรากฏจากคำให้การชั้นสอบสวนของนางจีรารักษ์หญิงซึ่งนอนอยู่กับผู้ตายในขณะนั้นว่า
เมื่อมีเสียงเคาะประตูนางจีรารักษ์ได้ตะโกนถามว่าเคาะทำไม ตามพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมก่อให้กระทบกระเทือนจิตใจของจำเลยผู้เป็นภรรยาอย่างมาก การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในขณะนั้นเชื่อว่าจำเลยได้กระทำลงไปด้วยอารมณ์หึงหวงและโกรธแค้น ควบคุมสติไม่ได้ และได้กระทำไปในขณะที่ยังไม่สามารถควบคุมสติและระงับอารมณ์โกรธได้ ถือได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงทางด้านจิตใจด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแล้วกรณีเช่นนี้จึงเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72พิพากษายืน