คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวจากเจ้าพนักงานได้พกพาอาวุธปืนสั้นหมายเลขทะเบียน อ.ด.4/11170 ของจำเลยเอง ไปในทางสาธารณะและหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุจำเลยและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์และไม่มีเหตุสมควร และจำเลยได้ยิงปืนในหมู่บ้าน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 และริบของกลางจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 ฯลฯ ลงโทษฐานพกพาอาวุธปืนมีทะเบียนฯ ซึ่งเป็นบทหนักปรับ 400 บาท ฐานยิงปืนในหมู่บ้านปรับ 500 บาท รวมปรับ 900 บาท
รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 450 บาท ริบของกลางจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้ริบอาวุธปืนของกลาง โดยอ้างว่าการกระทำของจำเลยตามฟ้องซึ่งข้อเท็จจริงยุติตามคำรับสารภาพของจำเลยเป็นการใช้อาวุธปืนกระทำผิดกฎหมายแม้เป็นปืนมีทะเบียนก็ต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) นั้น เห็นว่าอาวุธปืนของกลางเป็นปืนมีทะเบียนซึ่งจำเลยได้รับอนุญาตให้มีตามกฎหมาย จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิดอันจะต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32 การที่จำเลยซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวได้พาอาวุธปืนของกลางติดตัวไปในทางสาธารณะและหมู่บ้านและยิงปืนในหมู่บ้านตามฟ้องนั้น
ไม่ทำให้อาวุธปืนของกลางที่มีใบอนุญาตแล้วกลายเป็นอาวุธปืนที่ผิดกฎหมายไปด้วย แต่เป็นวัตถุแห่งการกระทำผิด ซึ่งอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งริบหรือไม่แล้วแต่ข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป แม้กรณีเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1)กฎหมายก็บัญญัติให้ศาลมีอำนาจหรือให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งริบหรือไม่ริบก็ได้ ไม่ใช่บทบังคับที่ศาลจะต้องสั่งริบเสมอไปเช่นกรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32
Result
พิพากษายืน