คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ทั้งแปดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันชำระเงิน 73,461,730.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 68,354,913.92 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งแปด จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 11 และที่ 14 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 และที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 12 ที่ 13 และที่ 15 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 11 ที่ 13 ที่ 14 และ ที่ 15 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,524,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 131,888.32 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 50,722,075 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 444,218 บาท แก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 28,104 บาท แก่โจทก์ที่ 5 และจำนวน 8,000 บาท แก่โจทก์ที่ 8 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนาย ธ. ที่ตกได้แก่ตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 11 ที่ 13 ที่ 14 และที่ 15 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 โดยกำหนดค่าทนายความ 200,000 บาท
เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ 7 ถึงที่ 10 และที่ 12 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ 7 ถึงที่ 10 และที่ 12 ให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์ที่ 6 และที่ 7 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 6 และที่ 7 กับจำเลยทั้งสิบห้าให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 และจำเลยที่ 13 ถึงที่ 15 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 8 และที่ 11 ร่วมกันชำระเงิน 1,554,373 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 219,607.37 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 51,127,051 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 611,587.59 บาท แก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 1,028,104 บาท แก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 8,850,000 บาท แก่โจทก์ที่ 6 และจำนวน 4,950,585.96 บาท แก่โจทก์ที่ 7 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 8 และที่ 11 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 100,000 บาท
ยกฟ้องโจทก์ทั้งแปดสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 15 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งแปดกับจำเลยที่ 2 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งแปดกับจำเลยที่ 13 ถึงที่ 15 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามส่วนที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 ชำระเกินไป 241,976 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามส่วนที่จำเลยที่ 13 ถึงที่ 15 ชำระเกินไป 401,774 บาท แก่จำเลยที่ 13 ถึงที่ 15 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 และจำเลยที่ 3 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นมารดาของนาย ธ. และเป็นเจ้าของและมีชื่อทางทะเบียนระบุว่าเป็นผู้ควบคุมเครื่องยนต์ของเรือ ช. ซึ่งเป็นยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล มีนาย ธ. เป็นผู้ขับและควบคุมเรือ จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของเรือ พ. ซึ่งเป็นเรือเดินทะเลที่มิใช่เรือกล มีจำเลยที่ 4 เป็นสรั่งหรือผู้ควบคุมเรือ จำเลยที่ 5 เป็นเจ้าของเรือ บ. ซึ่งเป็นเรือเดินทะเลที่มิใช่เรือกล มีจำเลยที่ 6 เป็นสรั่งหรือผู้ควบคุมเรือ จำเลยที่ 7 เป็นเจ้าของเรือ อ. ซึ่งเป็นเรือเดินทะเลที่มิใช่เรือกล มีจำเลยที่ 8 เป็นสรั่งหรือผู้ควบคุมเรือ
จำเลยที่ 9 เป็นเจ้าของเรือ ม. เจริญทรัพย์ ซึ่งเป็นยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล มีชื่อจำเลยที่ 10 ทางทะเบียนระบุว่าเป็นผู้ควบคุมเครื่องยนต์เรือ และมีจำเลยที่ 11 เป็นผู้ควบคุมเรือ จำเลยที่ 12 เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายดิบและน้ำตาลทรายขาว จำเลยที่ 13 เป็นผู้รับฝากน้ำตาลทรายดิบจากจำเลยที่ 12 และเก็บรักษาไว้ที่คลังเก็บสินค้าจังหวัดอ่างทอง จำเลยที่ 14 เป็นผู้จัดหาเรือบรรทุกสินค้าน้ำตาลทรายดิบ จำเลยที่ 15 เป็นผู้จำหน่ายและส่งออกน้ำตาลทรายดิบไปต่างประเทศ โดยจำเลยที่ 12 ที่ 13 และที่ 15 เป็นบริษัทในเครือของกลุ่มบริษัทน้ำตาล ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 12 มอบหมายให้จำเลยที่ 15 ติดต่อขายน้ำตาลทรายดิบให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ
จำเลยที่ 15 ตกลงขายน้ำตาลทรายดิบให้แก่บริษัท ค. ผู้ซื้อในต่างประเทศ จำนวน 24,000 ตัน โดยส่งไปยังสาธารณรัฐอินโดนีเซีย กำหนดส่งมอบตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม 2554 ผู้ซื้อจะเป็นผู้จัดหาเรือเดินสมุทรมารับน้ำตาลทรายดิบเอง จำเลยที่ 15 มอบหมายให้จำเลยที่ 13 เป็นผู้ตกลงว่าจ้างจำเลยที่ 14 จัดหาเรือลำเลียงบรรทุกน้ำตาลทรายดิบของจำเลยที่ 12 จากคลังสินค้าของจำเลยที่ 13 ดังกล่าวไปส่งและขนถ่ายลงเรือเดินสมุทรของผู้ซื้อที่จังหวัดสมุทรปราการ จำเลยที่ 14 ได้ว่าจ้างเรือลำเลียงจำนวน 3 ลำ คือ เรือ พ. ของจำเลยที่ 3 เรือ บ. ของจำเลยที่ 5 และเรือ อ. ของจำเลยที่ 7 เพื่อบรรทุกน้ำตาลทรายดิบตามที่ได้รับการว่าจ้างขนส่งมาจากจำเลยที่ 13 โดยมีเรือ
ช. ของจำเลยที่ 2 เป็นเรือลากจูงเรือ และเรือ ม. ของจำเลยที่ 9 เป็นเรือดึงท้าย วันที่ 30 พฤษภาคม 2554 พนักงานของจำเลยที่ 13 บรรจุน้ำตาลทรายดิบลงเรือ พ. จำนวน 2,400 ตัน เรือ บ. จำนวน 2,400 ตัน และเรือ อ. จำนวน 1,550 ตัน อันเป็นการบรรทุกน้ำหนักเกินระวางบรรทุกของเรือผิดเงื่อนไขตามข้อกำหนดในใบทะเบียนเรือหรือใบอนุญาตใช้เรือและเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โดยมีจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 ลงชื่อรับสินค้า หลังจากนั้นนาย ธ. ได้ขับเรือ ช. ลากจูงเรือลำเลียงทั้งสามลำเป็นขบวนเรือโดยมีจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 ทำหน้าที่ควบคุมเรือลำเลียงทั้งสามลำตามลำดับ กับมีจำเลยที่ 11 ขับเรือ ม. เป็นเรือดึงท้ายออกจากท่าเทียบเรือของจำเลยที่ 13 ที่จังหวัดอ่างทองล่องมาตามแม่น้ำเจ้าพระยามุ่งหน้าสู่จังหวัดสมุทรปราการ
จนกระทั่งวันที่ 31 พฤษภาคม 2554 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา ขณะขบวนเรือกำลังแล่นลอดผ่านใต้สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา (สะพานสวนนก) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เกิดเหตุ ซึ่งลำน้ำในบริเวณนี้มีลักษณะโค้งคล้ายรูปตัวอักษรเอสในภาษาอังกฤษและมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก นาย ธ. จำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 11 ขับหรือควบคุมขบวนเรือดังกล่าวซึ่งบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดด้วยความประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้ท้ายเรือ พ. ด้านขวาและหัวเรือด้านขวาของเรือ บ. ชนกระแทกเข้ากับเสาตอม่อสะพานอย่างแรง เป็นผลให้หัวเรือ บ. แตกฉีกขาดและน้ำไหลเข้าเรือจนหัวเรือจมน้ำ เรือ พ. และเรือ อ. ได้ปลดเชือกที่ผูกโยงกับเรือ บ. ออกจากขบวนเรือ ทำให้เรือ
บ. ลอยตามกระแสน้ำและเกยตื้นกีดขวางลำน้ำ เป็นเหตุให้กระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางกัดเซาะตลิ่งของชาวบ้านที่อยู่อาศัยบริเวณดังกล่าวจนบ้านเรือนได้รับความเสียหาย และปริมาณน้ำตาลทรายดิบจำนวนมากที่บรรทุกอยู่ในเรือ บ. ได้รั่วไหลออกจากเรือและละลายปนเปื้อนไปตามกระแสน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านหลายจังหวัดตั้งแต่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี กรุงเทพมหานคร ไปจนถึงจังหวัดสมุทรปราการ ทำให้น้ำเน่าเสียจนเกิดภาวะมลพิษทางน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดเส้นทางดังกล่าวเป็นระยะทางไกลหลายสิบกิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในน้ำและก่อให้เกิดความเสียหายเแก่สิ่งมีชีวิตและสัตว์น้ำต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำ อันเป็นทรัพย์สินของรัฐ รวมทั้งกุ้งก้ามกรามและปลาหลายชนิดที่อยู่ในแม่น้ำตามธรรมชาติและปลาในกระชังที่ชาวบ้านได้เลี้ยงไว้ซึ่งลอยตายเป็นจำนวนมาก ถือได้ว่าเรือ บ. เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษอันเป็น