คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากสินค้าที่จำเลยรับจ้างขนส่งสูญหาย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 194,726.40 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย แต่ในวันนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ฟังฝ่ายเดียว โดยถือว่าจำเลยทราบการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้วจำเลยยื่นคำร้องว่า ทนายจำเลยได้ออกจากสำนักงานทนายความไปตั้งแต่ปี 2528 และสำนักงานทนายความได้ย้ายไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน2530 จำเลยเพิ่งทราบว่าได้มีการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์โดยมาสอบถามที่ศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2531 จึงทราบว่าศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไปเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน2531 โดยจำเลยไม่เคยทราบนัดมาก่อน ขอให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ใหม่ศาลชั้นต้นสั่งว่า
การปิดหมายนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทราบเป็นไปโดยชอบแล้ว ให้ยกคำร้องจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการเดินหมายของเจ้าพนักงานศาลลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2531 ว่า เจ้าพนักงานศาลได้นำหมายนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไปส่งที่บ้านเลขที่ 297ถนนสุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ไม่พบนายวรธรรม (ทนายจำเลย) พบชายอายุ 36 ปี แจ้งว่านายวรธรรมย้ายออกจากบ้านดังกล่าวไปนานแล้ว และไม่ยอมรับหมาย จึงปิดหมายตามคำสั่งศาล เห็นว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องว่าทนายจำเลยออกจากสำนักงานทนายความเดิมไปแล้ว และสำนักงานดังกล่าวได้ย้ายไปอยู่ที่เลขที่ 64/1 ซอยต้นสน
ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวันกรุงเทพมหานคร มิใช่สำนักงานที่เจ้าพนักงานศาลไปส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ทั้งเป็นการย้ายไปอยู่ที่ใหม่ก่อนที่จะมีการปิดหมายนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์นั้น หากข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องของจำเลยดังกล่าว กรณีย่อมถือไม่ได้ว่าการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้จำเลยเป็นไปโดยชอบ ศาลชั้นต้นสมควรที่จะต้องทำการไต่สวนให้ได้ความว่า เจ้าพนักงานศาลส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้จำเลยโดยชอบแล้วหรือไม่พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของจำเลยแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี