เนื้อความคำพิพากษา
ในปัญหาข้อนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ทำหนังสือเช่าสวนส้มของโจทก์ มีกำหนด ๑๒ ปี ค่าเช่าปีละ ๑๐ บาท สัญญามีว่าผู้เช่าจะต้องปลูกทุเรียนกระดุมทองลงในที่ดินแปลงนี้จนเต็มเนื้อที่โดยต้องออกค่าใช้จ่ายเอง และในระหว่างอายุสัญญาดอกผลที่ได้จากทุเรียนจะต้องแบ่งกันคนละครึ่งระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่า ผู้ให้เช่าสงวนสิทธิขอเก็บดอกผลของต้นมะไฟ ฯลฯ นอกนั้นยอมให้ผู้เช่าเก็บดอกผลได้ทั้งสิ้น และผู้ให้เช่าให้จำเลยอยู่ในโรงเรือนในสวนด้วย ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยได้ปลูกต้นทุเรียนเพียง ๒ ต้น ภายหลังที่ฟ้องแล้วจำเลยปลูกอีก ๓๗ ต้น แต่มิได้ปลูกให้ถูกต้องตามประเพณีที่ชาวสวนเขาปลูกกัน ต่อมาทุเรียนตายเกือบหมด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า
แม้ตามสัญญาเช่าจะมิได้กำหนดเวลาว่าจำเลยจะต้องเริ่มลงมือปลูกทุเรียนเมื่อใด แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงความประสงค์ของคู่สัญญา คือ โจทก์จะเลิกสวนส้มโดยปลูกทุเรียนลงแทนเพื่อหวังได้รับประโยชน์จากดอกผลทุเรียนต่อไป แต่โจทก์ไม่ทำเอง ให้จำเลยเป็นผู้ทำโดยจำเลยเก็บดอกผลของส้าไปพลางก่อนระหว่างที่ทุเรียนยังเล็กเป็นการตอบแทน ประกอบกับบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๖๘ จำเลยจะต้องปลูกทุเรียนโดยเร็วในระยะแรกที่พอปลูกได้ จำเลยเพิ่งปลูกทุเรียนภายหลังสัญญาเช่ากันแล้ว ๑ ปี ๒ เดือนเศษ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แล้ว
Result
พิพากษายืน ให้โจทก์ชนะคดี