Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2478/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

บริษัทโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์ได้เบียดบังยักยอกเอาเงินของโจทก์ไป โจทก์ได้หักเงินเดือน เงินโบนัส และเงินสะสม ซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้จากโจทก์เอาชำระหนี้บางส่วนแล้ว จึงขอให้ชำระเงินที่เหลือให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธว่ามิได้เบียดบังยักยอกเงินของโจทก์ คดีจึงมีประเด็นจะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ได้เบียดบังยักยอกเงินของโจทก์หรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด ที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้บังคับให้โจทก์ส่งมอบคืนเงินของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่าเป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์หักเอาไว้ชำระหนี้นั้นจึงเกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ชอบที่ศาลจะรับไว้พิจารณา ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จ่ายเงินชดเชยให้จำเลยที่ 1 ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) และคืนเงินที่จำเลยที่ 1ได้วางเป็นประกันกับโจทก์ก่อนเข้ารับตำแหน่งเป็นพนักงานขายปลีกของโจทก์นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับเงินชดเชยจากโจทก์หรือไม่เป็นจำนวนเท่าใด จำเลยที่ 1 ได้วางเงินประกันไว้กับโจทก์หรือไม่เป็นจำนวนเท่าใด ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมจึงไม่รับฟ้องแย้งส่วนนี้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อต้นเดือนมกราคม 2518 โจทก์ได้ตกลงรับจำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งพนักงานส่งเสริมการขาย โดยจำเลยที่ 2 ยอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันไว้ต่อโจทก์ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานของโจทก์ หากจำเลยที่ 1 กระทำการใด ๆ อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ภายในวงเงิน 10,000 บาท โจทก์ได้ให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ในบริษัทโจทก์จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ได้ลาออกจากงานไปเมื่อสิ้นเดือนธันวาคม 2522 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2522 โจทก์ได้ตรวจสอบบัญชีสินค้าของโจทก์ในระยะเวลาระหว่างที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานขายสินค้าของโจทก์

จำเลยที่ 1 ได้ขายสินค้าของโจทก์และรับชำระเงินค่าสินค้านั้นจากลูกค้าหลายครั้งแต่หาได้นำเงินนั้นส่งมอบแก่โจทก์ตามหน้าที่ไม่แต่ได้เบียดบังยักยอกเอาเป็นประโยชน์ส่วนตนเสียเป็นเงินประมาณ 98,576.41 บาท จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นความจริงและได้ทำหนังสือรับสารภาพไว้เป็นหลักฐานปรากฏต่อโจทก์ในเวลาต่อมาโดยการตรวจสอบอย่างละเอียด ปรากฏว่าจำนวนเงินค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 เบียดบังยักยอกเอาไปมีเพียง 94,121.06 บาท โจทก์ได้หักเงินเดือน เงินโบนัส และเงินสะสมที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้จากโจทก์จำนวน 37,429.81 บาท เอาชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 เบียดบังยักยอกไปบางส่วน คงเหลือจำนวนที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่ 56,691.25 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องชำระให้โจทก์

ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันมีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดชำระเงินให้โจทก์เป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ จำเลยทั้งสองผิดนัดนับตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2522 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์เป็นต้นมา จำเลยทั้งสองต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชำระให้โจทก์นับตั้งแต่วันผิดนัดคิดถึงวันฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 10,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 750 บาท รวมเป็นเงิน 10,750 บาทกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย 46,691.25 บาท

พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 3,500 บาท รวมเป็นเงิน 50,191.25 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ไป จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งพนักงานขายสินค้าปลีกโดยถูกต้องตามระเบียบวิธีการของบริษัทโจทก์ตลอดมา บริษัทโจทก์ไม่มีสิทธิหักเงินเดือน เงินโบนัส และเงินสะสมที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากบริษัทโจทก์ 37,429.81 บาท ไปชำระหนี้ตามที่โจทก์ฟ้อง เพราะเงินจำนวนนี้เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่ควรจะได้รับจนครบถ้วน จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างประจำของบริษัทโจทก์มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2518 เงินเดือนครั้งสุดท้ายจำเลยที่ 1 ได้รับสุทธิ 2,659 บาท

เมื่อบริษัทโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ออกจากงานโดยมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 บริษัทโจทก์จะต้องจ่ายเงินชดเชยให้จำเลยที่ 1 อีกไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) คิดเป็นเงินชดเชยที่จำเลยที่ 1 ต้องได้รับเท่ากับ 15,954 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังได้วางเงินจำนวน 20,000 บาทไว้กับบริษัทโจทก์เป็นประกันก่อนเข้ารับตำแหน่งเป็นพนักงานขายปลีกของบริษัทโจทก์ตามที่บริษัทโจทก์เรียกให้วางอีกจำนวนหนึ่งด้วย รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากบริษัทโจทก์73,383.81 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2523 อีก 5,503.79 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 78,887.60 บาท เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ทำผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิดตามที่สัญญาไว้ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้พิพากษายกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชำระเงินให้จำเลยที่ 1 จำนวน 78,887.60 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยว่า ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์ได้เบียดบังยักยอกเอาเงินของโจทก์ไป 94,121.06 บาท โจทก์ได้หักเงินเดือน เงินโบนัสและเงินสะสม ซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากโจทก์รวม 37,429.81 บาท เอาชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 เบียดบังยักยอกไป จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธว่ามิได้เบียดบังยักยอกเอาเงินของโจทก์เลย คดีจึงมีประเด็นจะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ได้เบียดบังยักยอกเอาเงินของโจทก์หรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด ที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้บังคับให้โจทก์ส่งมอบคืนเงินของจำเลยที่ 1ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่าเป็นของจำเลยที่ 1 และโจทก์หักเอาไว้เป็นการชำระหนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ได้เบียดบังยักยอกเอาเงินของโจทก์

อันเป็นเหตุให้โจทก์ยกขึ้นอ้างยึดเอาเงินที่โจทก์จะต้องจ่ายให้จำเลยที่ 1 ไว้เป็นการหักหนี้หรือไม่และเพียงใด ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ชอบที่ศาลจะรับไว้พิจารณาในคดีนี้แต่ที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่าโจทก์มีหน้าที่จะต้องจ่ายเงินชดเชยให้จำเลยที่ 1 อีกไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) คิดเป็นเงินชดเชยที่จำเลยที่ 1 ต้องได้รับเท่ากับ 15,954 บาท และจำเลยที่ 1 ได้วางเงินจำนวน 20,000 บาทไว้กับบริษัทโจทก์เป็นประกันก่อนเข้ารับตำแหน่งเป็นพนักงานขายปลีกของบริษัทโจทก์ตามที่บริษัทโจทก์เรียกให้วาง ขอให้บังคับโจทก์ให้จ่ายเงินสองจำนวนนี้แก่จำเลยที่ 1 นั้น

เห็นว่าคดีตามฟ้องแย้งส่วนนี้เป็นเรื่องที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับเงินชดเชยจากโจทก์หรือไม่และเป็นจำนวนเท่าใด จำเลยที่ 1 ได้วางเงินประกันไว้กับบริษัทโจทก์หรือไม่และเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพิพากษาแก้เป็นให้รับฟ้องแย้งที่จำเลยที่ 1 เรียกให้โจทก์ชำระเงินเดือน เงินโบนัส และเงินสะสม ซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากโจทก์เป็นเงิน 37,429.81 บาท แก่จำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
สุไพศาล วิบุลศิลป์ · อาจ ปัญญาดิลก · ไพศาล สว่างเนตร
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 7504/2567

แม้การยื่นคำให้การในคดีผู้บริโภคจะไม่เคร่งครัดเช่นการยื่นคำให้การในคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 ก็ตาม แต่การจะให้การรับหรือปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ส่วนไหนอย่างไรย่อมเป็นเจตนาอิสระของคู่ความ พ.ร.บ.วิธีพิจารณา…

Supreme Court Judgment No. 5660/2567

คำให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 177 มิได้บังคับว่าต้องระบุอ้างมาตราในกฎหมายด้วย แม้จำเลยทั้งสองระบุเลขมาตรา 193/33 (3) แต่เป็นกรณีตามมาตรา 193/33 (5) ก็เป็นเพียงการอ้างอนุมาตราผิดซึ่…

Supreme Court Judgment No. 4837/2567

สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ คือ โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายให้แก่จำเ…

Supreme Court Judgment No. 1589/2567

ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ให้การว่า เดิมที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 2 คัดค้านเป็นของ พ. ที่ขายให้จำเลยที่ 1 และ อ. โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วบุคคลทั้งสองยกให้จำเลยที่ 2 จำ…

Supreme Court Judgment No. 900/2567

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท อนุญาตให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทน ต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย จำเล…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up